HomeCOVID-19พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพิ่มผลตอบแทนกระจาย ลงทุนต่างประเทศ อสังหาฯ-หุ้นจีน-สาธารณูปโภค

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพิ่มผลตอบแทนกระจาย ลงทุนต่างประเทศ อสังหาฯ-หุ้นจีน-สาธารณูปโภค

เรื่องปวดใจสำหรับคนมีเงินเยอะ คนรวยทั้งหลาย คือ อัตราดอกเบี้ยฝากที่ถูกลงทุกวัน โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไทยติดไข้ไวรัสโควิด-19 ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ธนาคารต่างๆ ปรับลดดอกเบี้ยตามกัน การ ลงทุนต่างประเทศ อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

และอาจจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเกิดขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวได้ในระยะใกล้นี้ ปัจจุบัน ดอกเบี้ยฝากประจำ 12 เดือน ราว 0.9 -1.3%

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย  Yield Curve ทำนิวโลว์ทั้งเส้นแล้ว ล่าสุด (21 .. 2563)  พันธบัตรประเภทอายุ 1 ปี อยู่ที่ 0.929% และอายุ 10 ปีอยู่ที่ 1.03% ขณะที่พันธบัตรสหรัฐ อยู่ที่ 1.39% และ  1.46% ตามลำดับ

- Advertisement -

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก 9% จากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 1579.84 จุด ล่าสุด(21 .. 2563) ดัชนีฯอยู่ที่ 1,435.56  จุด ต่ำกว่าแนวต้านหลักที่ระดับ 1,450 จุดแล้ว ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงในประเทศที่อึมครึมทั้งภาวะเศรษฐกิจ และความเสี่ยงใหม่ คือ เสถียรภาพรัฐบาลเลือกตั้งบิ๊กตู่หลังจากยุบพรรคอนาคตใหม่แล้ว เพิ่มเติมจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ เรียกว่าพายุถล่มทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับคนมีเงินเก็บออมจนถึงคนรวยมาก ก็อยากหาสินทรัพย์ที่ลงทุนกระจายๆแล้วได้ผลตอบแทนหรือกำไรที่มากกว่าดอกเบี้ยฝาก และพอจะสามารถเลือกหาสินทรัพย์ลงทุนแบบพอรับระดับความเสี่ยงได้ไหว กำลังมองช่องทางลงทุนที่ไม่สามารถทำได้เอง ก็สามารถเลือกลงทุนผ่านมืออาชีพหรือผู้จัดการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ได้

ซึ่งช่วงนี้มีกองทุนรวมใหม่ๆออกมาให้เลือกลงทุนของหลายค่ายๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการออกไป ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งแบบให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอให้เลือกลงทุนอาทิ อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค หรือกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เช่น หุ้นจีน เป็นต้น ถึงเวลาต้องจัดสรรเงินกระจายการลงทุนแล้ว ภายใต้การรับความเสี่ยงที่เหมาะสมของตนเอง และปัจจุบันมีหลายกองทุนเปิดให้ลงทุนด้วยเงินหลักพันบาท ก็สามารถซื้อสินทรัพย์ใหญ่ๆในและต่างประเทศแล้ว

กองทุนสาธารณูปโภคทั่วโลก

โดยช่วงนี้มีกองทุนที่ออกไปลงทุนกิจการประเภทโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วโลก  บลจ. ภัทร ออกมาขายช่วงนี้ ชื่อว่า  กองทุนเปิดภัทร โกลบอลอินฟราสตรัคเจอร์อิควิตี้ (PHATRA GINFRAEQ) มีนโยบายเข้าไปลงทุนในกองทุนหลัก คือ Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund

สำหรับกองทุนหลักนี้มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และกระจายการลงทุนทั้งในมิติของพื้นที่ภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรม

นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ภัทร มองว่า ในสภาวะสภาพคล่องในระบบสูง อัตราดอกเบี้ยต่ำ และตลาดโดยรวมยังค่อนข้างผันวน  การกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ในหลายประเทศ (Asset Allocation) การลงทุนในกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคที่มีผลดำเนินงาน กระแสเงินสดค่อนสม่ำเสมอ หรือการลงทุนระยะยาวในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวัฎจักรการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยงและให้โอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแก่นักลงทุนไทย

สำหรับกองทุน PHATRA GINFRAEQ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนระยะยาวและรับความเสี่ยงสูงได้ โดยจะเปิดขายตั้งแต่วันที่ 24 .. -10 มี..2563 ซึ่งเปิดจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ก็ลงทุนได้

ในประเทศก็มีกองทุนอสังหา-REIT

หากอยากลงทุนในประเทศ บลจ.ทิสโก้ ก็ปูพรมสินทรัพย์ทางเลือกให้กระจายเงินลงทุน เพื่อรับอัตราการจ่ายปันผลที่โดดเด่นกว่าหุ้นและตราสารหนี้ และได้สม่ำเสมอด้วย แต่ต้องลงทุนระยะยาว ซึ่ง กองทุนเปิดทิสโก้ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (TTHRRIT) ออกมาขายในช่วงระหว่างวันที่ 19-26 ..2563 ซึ่งเปิดให้จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาทเช่นกัน

มาดูนโยบายของกองทุน TTHRRIT  เป็นกองผสมที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ REITs กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และ / หรือ หน่วยลงทุนของกองทุนรวม หรือกองทุนรวมอีทีเอฟที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงหลักทรัพย์หรือตราสารอื่นใดที่ให้สิทธิในการได้มาหรือมีผลตอบแทนอ้างอิงกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนมักจะอยู่ในช่วงที่รายได้เริ่มคงที่แล้ว โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา REITs ในประเทศไทยจ่ายปันผลในอัตรามากกว่า 4% ต่อปีโดยเฉลี่ย ถือว่ายังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้และยังมีความผันผวนที่น้อยกว่าการลงทุนในหุ้น

สำหรับกองทุน TTHRRIT เฉพาะผู้รับความเสี่ยงได้สูงมากถึงระดับ 8  เพราะลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก

ผลตอบแทนสูงเสี่ยงสูงต้องลุ้นหุ้นจีนช่วงฟื้นฟู

เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID – 19) ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหุ้นจีนปรับลดลงประมาณ 5% มาอยู่ที่ 4,000 จุด จากจุดสูงสุดในช่วงต้นปี 2563 ที่ 4,200 จุด

บลจ.ทิสโก้ประเมินว่า

1.การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้นต่อตลาดหุ้น เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ของโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และทุกฝ่ายต่างร่วมกันออกมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด ซึ่งคาดว่าตัวเลขผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลดลง ได้ในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกครั้งเหมือนกรณีโรคซาร์สที่หุ้นจีนปรับเพิ่มขึ้นแรงทันทีที่ตัวเลขผู้ป่วยใหม่เริ่มลดลง

2.ตลาดหุ้นจีนยังได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐบาลจีนและธนาคารกลางจีน ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านหยวน ซึ่งเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องรายวันสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2547 รวมถึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระยะ 7 วัน และ 14 วัน ลงอีก 0.1% เป็น 2.4% และ 2.55% ตามลำดับ

3. การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนจีนก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยนักวิเคราะห์หลายแห่ง คาดการณ์ปี 2563 กำไรของบริษัทจดทะเบียนจีน เติบโต 15%

4. ปัจจัยกดดันเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็เริ่มคลี่คลายลงอย่างมาก หลังจากทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าเฟส 1 พร้อมปูทางการเจรจาการค้าไปในเฟสถัดไป 

บลจ.ทิสโก้ จึงเห็นวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงนี้ เข้าลงทุนในตลาดหุ้นจีนที่ราคาลดต่ำมาแล้วราว 5% ขณะที่มีโอกาสที่จะเกิดอัพไซด์ในหุ้นจีนอยู่มาก  จึงได้ส่งกองทุนหุ้นจีนที่มีอยู่แล้ว ชื่อกองทุนเปิดทิสโก้ไชน่า A-Shares อิควิตี้ (TISCOCHA)  ที่ลงทุนในกองทุนหลัก คือ กองทุนอีทีเอฟ China AMC CSI 300 Index ETF ที่ลงทุนหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี CSI 300 Index ออกมาเสนอขายในช่วงนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสตลาดหุ้นจีนจะพลิกฟื้นกลับขึ้นมาหลังผ่านปัญหาโรคไวรัสโควิด-19

สำหรับกองทุน TISCOCHA ได้ขยายขนาดกองทุนเป็น 2,000 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนนี้ได้ทุกวันทำการ ด้วยมูลค่าลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ทั้งนี้ กองทุนนี้จะมีความเสี่ยงสูงระดับ 6  ขณะที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนต่างประเทศ สิ่งสำคัญ คือ ต้องศึกษาทำความเข้าใจการลงทุนของกองทุนที่จะเลือกซื้อให้ละเอียดและชัดเจน เพราะมีความเสี่ยงการลงทุนที่สูงหลายด้านกว่าลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นหากไม่เข้าใจจนถึงระดับเข้าใจ แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงเสียหายได้  ขอแนะนำแบบย้ำๆว่าไม่ควรเข้าลงทุน

เพราะการลงทุนในประเทศ ยังมีอีกหลากหลายสินทรัพย์ให้กระจายลงทุนได้เช่นกัน แม้ได้ผลตอบแทนน้อยถึงปานกลาง แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำ และถือว่าให้ผลตอบแทนดีกว่าอัตราดอกเบี้ยฝาก

ลงทุนต่างประเทศ

ฝั่งบลจ.ทหารไทย จำกัด (TMBAM Eastspring) ช่วงนี้เปิดขายกองทุน TMB EASTSPRING Chaina A Active ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหลัก ชื่อว่า “UBS China A Opportunity” ที่ลงทุนในหุ้นจีนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และตลาดหลักทรัพย์เสินเจิ้น หรือที่เรียกว่า A – Shares ในประเทศจีน ที่มีบริษัทจดทะเบียนรวมกว่า 3,000 บริษัท

กองทุนหลัก“UBS China A Opportunity” จะเน้นเลือกหุ้นที่เป็นผู้นำตลาดในแต่ละอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนที่นำไปสู่ภาคการบริโภคและการบริการมากขึ้น (New Economy) รวมถึงการเลือกลงทุนในหุ้นในลักษณะ High Conviction และลงทุนในหุ้น 20-60 บริษัทที่มีคุณภาพโดยแท้จริงและมีระดับราคาที่เหมาะสม ด้านผลดำเนินงานของกองหลัก ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 41.61 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เบนมาร์กอยู่ที่ 22.26%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา (COVID – 19) ยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นจีนในระดับหนึ่ง ซึ่งในอดีตนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดที่รุนแรงไปทั่วโลกนั้น ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลดลง

ซึ่ง ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ TMBAM Eastspring ประเมินว่า น่าจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลาไม่นานประมาณหนึ่งถึงสองไตรมาสก็จะฟื้นตัวแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ประกอบกับก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 จะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก จึงเห็นจังหวะนี้เป็นโอกาสการลงทุน

สำหรับการลงทุนกองทุน TMB EASTSPRING Chaina A Active เป็นเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งผู้จัดการจะพิจารณาการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging)เอง ปกติจะทำเฮดท์จิ้ง 90% ขณะที่กองทุนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่ที่ระดับ 6 จาก 8 ระดับ โดยเหมาะสำหรับกลุ่มที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ และสามารถรับความผันผวนของการลงทุนและผลตอบแทนทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ ซึ่งเปิดขายแล้ววันที่ 24 ..- 3 มี..2563 นี้ 

ความน่าสนใจลงทุนในกองทุน แต่ละกองมีจุดขายและจุดเสี่ยงแตกต่างกันไป  แต่หากอยากมองหาผลตอบแทนสูงจากการลงทุนจริงๆ  ก็ต้องจัดสรรเงินส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุน มาลงทุนกระจายแบบเพิ่มความเสี่ยงสูงขึ้นมาจากปกติ และจัดน้ำหนักลงทุนแต่ละกองทุนให้เหมาะสม เพื่อที่เวลากองใดหรือสินทรัพย์ใด เกิดสะดุดก็ยังมีสินทรัพย์ที่เหลือ ทำงานให้ผลตอบแทนคุณได้

ที่สำคัญทุกกองทุนที่ลงทุน คุณต้องมีความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดของสินทรัพย์และรู้จุดอ่อนจุดแข็งด้วยจากทางผู้เสนอขายกองทุน ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ควรลงทุน และหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยลงทุนไปก่อน เช่น การฝากเงินที่ขณะนี้มีออกเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษ ออกมาแล้ว การ ลงทุนต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่จะสร้างผลตอบแทนในช่วงเวลานี้

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : FED ลดดอกเบี้ยรวดเดียว 0.5% ตลาดการเงินโลกจะเป็นอย่างไรต่อ??

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News