Home Editor's Pick ครึ่งปีแรกอสังหาฯดิ่งเหว เปิดโครงการลด เผยโปรฯหั่นราคาแค่แผนตลาด

ครึ่งปีแรกอสังหาฯดิ่งเหว เปิดโครงการลด เผยโปรฯหั่นราคาแค่แผนตลาด

ตลาดที่อยู่อาศัยในครึ่งแรกของปี 2563 ตกต่ำสุดขีด การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงถึงครึ่งหนึ่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ยอดเหลือขายทะยานสูงขึ้นถึง 221,192 หน่วย

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดของตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่า สถานการณ์ต่างๆ ค่อนข้างหดตัวเป็นอย่างมาก ทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่ การลดลงของราคาเสนอขาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้ามือสองอีกด้วย

สินค้าเปิดใหม่ในครึ่งแรกของปี 2563
อุปทานที่เปิดขายใหม่ของที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์อื่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในครึ่งปีแรกของปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562 มีดังนี้
1.จำนวนโครงการเปิดใหม่ครึ่งปีแรกของปี 2563 จำนวน 151 โครงการ ลดลง 72 โครงการ (-32.3%) เทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562
2.จำนวนหน่วยขายเปิดใหม่ครึ่งปีแรกของปี 2563 จำนวน 30,028 หน่วย ลด 27,511 หน่วย (-47.8%) เทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562
3.มูลค่าโครงการครึ่งปีแรกของปี 2563 จำนวน 124,429 ล้านบาท ลดลง 103,080 ล้านบาท (-45.3%) เทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2562
4.ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย 4.144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากราคา 4.008 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 ทั้งนี้เพราะที่อยู่อาศัยราคาถูกมีน้อยลง เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยไม่มีกำลังซื้อในขณะนี้ แม้ว่าต้นทุนค่าแรงและค่าวัสดุต่างๆ จะไม่เพิ่มขึ้นก็ตาม

- Advertisement -

อย่างไรก็ตาม หากประมาณการการเปิดตัวใหม่เฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยทุกประเภท (รวมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ (ตึกแถว) และอาคารชุด) ตลอดทั้งปี 2563 คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดใหม่จะมีเพียง 60,056 หน่วย หรือลดลงจากปี 2562 ถึง 49.5%

ขณะที่มูลค่าการพัฒนาจะเป็นเพียง 248,858 ล้านบาท หรือลดลงจากปี 2562 ถึง 47.8% แสดงว่าปี 2563 นี้หดตัวแรงมาก กระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งเป็นอันมาก

ยอดรวมสะสมแตะ 221,192 หน่วยแล้ว
อุปทานคงเหลือสะสมของบริษัทผู้ประกอบการทั้งหมดรวม ณ กลางปี 2563 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ประมาณ 1% จาก 218,881 หน่วย ณ สิ้นปี 2562 เพิ่มเป็น 221,192 หน่วย (เพิ่มขึ้น 2,311 หน่วย) ถึงแม้ว่าจำนวนหน่วยขายที่เหลืออยู่จะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่หน่วยสะสม 221,192 หน่วยนี้จะทำอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ที่อยู่อาศัยเหล่านี้จะสามารถไปต่อหรือไม่ หรืออาจมีการยกเลิกโครงการหรือไม่ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยจะนำเสนอต่อไป

สำหรับในครึ่งแรกของปี 2563 นี้ มีผู้จองซื้อที่อยู่อาศัยจากผู้ประกอบการ 27,717 หน่วย ลดลง -45.3% หรือลดลงจำนวน 22,963 หน่วย เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2562  จำนวนที่อยู่อาศัยที่ขายได้ 27,717 หน่วยนี้ รวมที่อยู่อาศัยที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงกลางปี 2562 ด้วย 6,219 หน่วย  ดังนั้นหน่วยที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวมาก่อนปี 2563 และมาขายได้ในปี 2562 มีจำนวน 21,498 หน่วย  การขายโดยรวมหดตัวลงเป็นอย่างมากเช่นกัน

ตลาดที่อยู่อาศัยที่เปราะบางมาก
หากเจาะลึกถึงหน่วยที่อยู่อาศัยที่ยังเหลือขายอยู่ในมือของผู้ประกอบการจำนวน 221,192 หน่วยนั้น จะพบว่า เป็นห้องชุด 40.9% เป็นทาวน์เฮาส์ 32.6% และเป็นบ้านเดี่ยว 16.7% เป็นบ้านแฝด 7.7% และเป็นอาคารพาณิชย์ (ตึกแถว) 1.8% ที่เป็นที่ดินจัดสรรมีเพียง 0.4% เท่านั้น  แม้ห้องชุดจะเหลือขายมากที่สุด แต่อัตราการขายเร็วที่สุด ยกเว้นในช่วงหลังที่ผ่านมาเท่านั้น

ที่น่ากลัวมากในขณะนี้ก็คือ บ้านที่ยังเสนอขาย 221,192 หน่วยนี้ สร้างเสร็จ 100% พร้อมโอนมีเพียง 19% หรือ 42,065 หน่วยเท่านั้น  ถ้ารวมที่พัฒนาตั้งแต่ 60% ขึ้นไป ซึ่งน่าจะสามารถสร้างได้เสร็จแม้จะเกิดปัญหาการขายในขณะนี้ก็ตาม จะมีจำนวนราว 48% ของจำนวนหน่วยขายทั้งหมด แสดงว่าอีก 52% ที่สร้างได้ไม่ถึง 60% นั้น อาจกลายเป็นซากร้างไปได้หากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ไปกว่านี้จนกำลังซื้อหดตัวลงอย่างหนัก  รัฐบาลจึงต้องหาทางช่วยเหลือเป็นการด่วน โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ที่จองซื้อบ้านไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร

ถ้าประมาณการจำนวนปีที่แล้วเสร็จ จะพบว่าในจำนวนทั้งหมด 221,192 หน่วยนั้น สร้างเสร็จเรียบร้อยในช่วงก่อนปี 2563 มีเพียง 12,689 หน่วย หรือ 6% เท่านั้น ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2563 มี 40,339 หน่วย หรือ 18% ที่น่าห่วงใยคือที่จะเสร็จในปี 2564, 2565 และ 2566 ยังมีอีก 75,860 หน่วย 53,878 หน่วย และ 38,426 หน่วย ตามลำดับ หรืออีก 34% 24% และ 17% หากเศรษฐกิจตกต่ำลากยาวออกไป สถานการณ์อาจย่ำแย่ลงไปกว่านี้ และตลาดที่อยู่อาศัยอาจพังทลายลงได้

การเปิดตัวโครงการในปี 2563
อสังหาริมทรัพย์โดยรวมที่เปิดตัวใหม่ในครึ่งแรกของปี 2563 นั้นมีจำนวน 30,057 หน่วย รวมมูลค่าเพียง 125,457 ล้านบาท แต่ถ้านับเฉพาะที่อยู่อาศัยจะมีจำนวน 30,028 หน่วย รวมมูลค่า 124,427 ล้านบาท หรือเฉลี่ยหน่วยละ 4,144 หน่วย ซึ่งถือว่าเปิดมาค่อนข้างเบาบางมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้  ตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ในภาวะหดตัวจริงๆ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม ที่อยู่อาศัย ก็ยังดีกว่าภาคส่วนอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าห้องชุดเปิดตัวเพียง 8,792 หน่วย หรือเพียง 29.3% ทั้งที่ปกติห้องชุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเปิดตัวในสัดส่วนประมาณ 50-60% ของทั้งหมด  กลุ่มใหญ่สุดที่เปิดตัวสูงกลับเป็นทาวน์เฮาส์ที่เปิดตัว 14,060 หน่วย หรือ 46.8% ตามด้วย บ้านเดี่ยว 4,455 หน่วย (14.8%) อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าบ้านเดี่ยวมีสัดส่วนของมูลค่าการพัฒนาสูงสุดถึง 32.6% เพราะบ้านเดี่ยวมีราคาสูงกว่าที่อยู่อาศัยแบบอื่นนั่นเอง

ทำเลที่น่าจับตามอง
ทำเลเด่นที่น่าจับตามองประกอบด้วย บางพลัด ที่เปิดตัวห้องชุดราคา 1-2 ล้านบาท (ราคาเฉลี่ย 1.305 ล้านบาท) จำนวน 882 หน่วย ขายได้แล้ว 221 หน่วย โดยมีสัดส่วนการเปิดตัวถึง 2.9% จากทั้งหมดที่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 รองลงมาคือทำเลนวนคร-คลองระพีพัฒน์ เปิดตัวทาวน์เฮาส์ ราคา 1-2 ล้านบาท (เฉลี่ย 1.283 ล้านบาท) จำนวน 765 หน่วย นับเป็นสัดส่วน 2.5% ของหน่วยเปิดใหม่ทั้งหมด และอันดับ 3 คือ  ลำลูกกา เป็นทาวน์เฮาส์ราคา 1-2 ล้านบาทเช่นกัน (เฉลี่ย 1.161 ล้านบาท) มีสัดส่วน 2.4% ของทั้งหมด

แชมป์ครึ่งแรกปี 2563

ในครึ่งแรกของปี 2563 ที่เปิดตัวทั้งหมด 30,028 หน่วย ปรากฏว่า บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดตัวสูงสุดโดยมีจำนวน 16 โครงการ รวมหน่วยขายทั้งหมด 2,492 หน่วย คิดเป็น 8.3% ของหน่วยขายทั้งหมด มูลค่ารวม 15,730 ล้านบาท เปิดตัวคิดเป็น 12.6% ของมูลค่าทั้งหมด และมีราคาขายเฉลี่ย 6.312 ล้านบาท

ในด้านจำนวนหน่วยขายบริษัทที่เปิดตัวมากเป็นอันดับ 2 บมจ.ศุภาลัย จำนวน 7 โครงการ 2,341 หน่วย มูลค่า 6,446 ล้านบาท อันดับ 3 คือ บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำนวน 1,602 หน่วย อันดับ 4  บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำนวน 1,552 หน่วย และอันดับ 5 บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำนวน 1,439 หน่วย

สำหรับมูลค่าการพัฒนา อันดับ 2 คือ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มูลค่า 8,102 ล้านบาท อันดับ 3 คือ บมจ.ศุภาลัย รวมมูลค่า 6,446 ล้านบาท อันดับ 4 คือ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น รวมมูลค่า 6,359 ล้านบาท และอันดับ 5 บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ รวมมูลค่า 4,769 ล้านบาท

สำหรับ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ซึ่งเป็นแชมป์มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเปิดตัวเป็นอันดับที่ 9 ในแง่จำนวนหน่วยและมูลค่า ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะกำลังเร่งระบายสินค้าเดิม แต่ยังมีโครงการรอเปิดตัวอีกเป็นจำนวนมาก จึงคาดว่า บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท อาจกลับมาทวงแชมป์คืนในปลายปี 2563 ก็เป็นไปได้

การเปลี่ยนแปลงราคา
จากการสำรวจสินค้าที่อยู่อาศัยที่กำลังขายอยู่ในตลาดและอยู่ในมือผู้ประกอบการ พบว่า ราคาขายของที่อยู่อาศัยลดลงเฉลี่ย 3.3% ในระหว่างสิ้นปี 2562 ถึงระหว่างกลางปี 2563 ปรากฏว่าห้องชุดลดราคาสูงสุดเฉลี่ย 5.2% ทาวน์เฮาส์ลดราคาเฉลี่ย 1.9% บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ (ตึกแถว) ลดราคาเฉลี่ย 1.5% ส่วนที่ดินจัดสรรซึ่งมีจำนวนน้อยมากไม่มีการลดราคา

ที่มีการคาดการณ์ว่าราคาที่อยู่อาศัยจะลดลงอย่างมโหฬาร ปรากฏว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คาดที่โฆษณาว่าลดครึ่งราคา หรือ 20-40% นั้นเป็นการโฆษณาโดยอาจตั้งราคาไว้สูงก่อนลดราคาลงมา ดังนั้นจึงไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป สถานการณ์ไม่ได้ย่ำแย่หรือวิกฤติเช่นที่เข้าใจ จะเห็นได้ว่าจากการสำรวจทั้งหมดมีโครงการที่ลดราคา 42% ที่เพิ่มราคาเพียง 6% ส่วนใหญ่ 52% ราคาคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นเวลา 20-30 ปี ปรากฏว่าราคาแทบไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ เพราะบ้านมือสองมักมีราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่งอยู่แล้ว

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

บริษัทอเมริกันผวาแผนแบนวีแชททำธุรกิจป่วน

บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ของอเมริกาที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีนต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะจำกัดการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันวีแชท (WeChat) ของบริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ เนื่องจากเกรงว่าอาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอื่นในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แอปวีแชทเป็นแอปสำหรับใช้ในการจ่ายเงิน ส่งข้อความ ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการ และด้านอื่นๆ ที่ผู้บริโภค นักธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐในประเทศจีนใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 1.2 พันล้านคน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัท แอปเปิ้ล (Apple Inc.) ฟอร์ด มอเตอร์ (Ford...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

การบินไทยขาดทุนไตรมาสสอง 5.35 พันล้าน รวมครึ่งปี 2.8 หมื่นล้าน

บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ของปี 2563 จำนวน 5,353 ล้านบาท ลดลง 22.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 6,883.81 ล้านบาท ในงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทฯและบริษัทย่อยขาดทุนจากการดำเนินงาน 28,030 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21,608 ล้านบาท...

ไปได้สุด … อะไรก็หยุดไม่ได้ ‘แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์’

ถ้าจะนับว่าเป็นการลองขับรถยนต์รุ่นหนึ่งที่ไม่อาจสามารถคาดเดาเส้นทางได้เพราะด้วยตัวรถที่สามารถบุกตะลุยได้ชนิดที่ไม่ว่าอุปสรรคใดก็ตาม เช่น น้ำท่วม โคลน หิน ดิน ทราย ทำให้รูปแบบการทดลองขับในสถานที่ปิดถูกนำทางด้วยอินสตรัคเตอร์ที่คอยบอกเป็นระยะๆ เท่านั้น บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ จัดทดสอบรถยนต์รุ่นดังกล่าวขึ้นที่สนามฝึกขับและทดสอบยานพาหนะ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสนามของกองทัพไทยที่ใช้ทดสอบรถยนต์ทางการทหาร ฉะนั้น อุปสรรคต่างๆ ที่ถูกจำลองขึ้นมาจึงมีความโหดมากกว่าสนามทดสอบของเอกชนอย่างแน่นอน แต่ที่แน่ๆ การมาทดลองขับที่สนามแห่งนี้น่าจะถือเป็นบททดสอบได้อย่างหนึ่งว่าสมรรถนะของ “แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์” (The New...

ตลาดรถเริ่มมีความหวัง ยอดขายจีนเพิ่ม4เดือนติดกัน

ผู้บริโภคจีนแห่กลับเข้าเลือกรถตามโชว์รูมอีกครั้ง ทำผู้ผลิตมีความหวังตลาดรถกลับมาเติบโตช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมการฟื้นตัวในภาคธุรกิจอื่น สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีนรายงานว่า ยอดขายรถเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 16% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2.1 ล้านคัน นับเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดกัน ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ประกอบกับความต้องการยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับรถยนต์ มียอดขายรถเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ตั้งแต่เดือนพ.ค. หลังจากทางการผ่อนคลายล็อกดาวน์และจัดทำนโยบายกระตุ้น ทั้งยังให้เงินอุดหนุน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจและการใช้จ่าย โดยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ และข้อเสนอจากภาคธุรกิจ ดึงดูดผู้บริโภคให้ออกมาซื้อหาจับจ่ายสินค้าต่างๆ...

Related News

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์หลังโควิด-19 อย่างไร … ให้ได้ผลตอบแทนคุ้มสุด

เน็กซัส เผยผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงโควิด-19 พบผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจในการลงทุนอสังหาฯ แบบระยะยาวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากราคาคอนโดที่ปรับลดลงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติ ซึ่งการปรับลดราคาลง คือแรงหนุนหลักที่มากระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มนักลงทุน โดยพบว่ากลุ่มนักลงทุนจะเลือกซื้อโครงการที่สามารถปล่อยเช่าได้ทันที ด้วยผลตอบแทนที่ดีทำให้คอนโดในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นที่หมายตาของกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะคอนโดลีสโฮลด์ (Leasehold) เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าคอนโดฟรีโฮลด์ (Freehold)   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด...

โควิด-19 ฉุดตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริโภค 75% ชะลอการซื้อ-ขาย

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยผลสำรวจ Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด ระบุว่า โควิด-19 ฉุดรายได้ กำลังซื้อเปราะบาง แต่ยังเห็นความต้องการ อสังหาริมทรัพย์ ที่ฟังก์ชันครบโปรโมชั่นดี  จากผลสำรวจของ Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด เผย 3 ใน 4...

ประกาศใช้พ.ร.ฎ.ลด ภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง 90% เฉพาะปีภาษี 63

ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาลด ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. 2563 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ วันที่ 11 มิ.ย. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาลดจำนวนภาษีในอัตรา 90% ของจำนวนภาษี ท่ีคำนวณได้ตามมาตรา 42 หรือ...

โอกาสสำหรับธุรกิจคิดบวก ที่เกิดจากสถานการณ์ลบ โดย ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง

รายการ Biz Design ดำเนินรายการโดย : ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง (อดีตคณบดี คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ 4DNA และ การออกแบบสถาปัตยกรรม) โอกาสที่เกิดขึ้นสำหรับประเทศไทยมีมากมาย และเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาที่ดินในประเทศไทย ถือว่าเป็นโอกาสทองก็ว่าได้ อาจวิเคราะห์สวนทางกับบางค่ายทางวิชาการที่มักจะมองลบ และมักมองว่าอสังหาฯชะลอตัว การมองสวนกระแสแบบเชิงบวกก็เป็นอีกทางที่สร้างความสมดุลย์ โดยเหตุปัจจัยบวกที่น่าสนใจจะมีอะไรบ้างนั้น กดฟังเลยค่ะ

การสร้างเมืองใหม่ มิติการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างมหาศาล โดย ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง

https://www.youtube.com/watch?v=O9Vs7Z-1Tlg&feature=youtu.be   รายการ Biz Design ดำเนินรายการโดย : ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง (อดีตคณบดี คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ 4DNA และ การออกแบบสถาปัตยกรรม) การพัฒนาที่ดินในประเทศเป็นหนทางที่สำคัญที่สุดในการเหวี่ยงวงจรเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองที่สุด และยั่งยืน เพราะการลงทุนทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลายๆรอบ ตั้งแต่การริเริ่มกระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนเมื่อเปิดใช้โครงการแล้ว ทุกขั้นตอนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดการใช้จ่ายการหมุนเวียนเงินทุนอย่างมหาศาล ส่วนวิธีการที่จะเพิ่มมูลค่าได้นั้นทำอย่างไร กดฟังเลยค่ะ