HomeBusinessAutoTest Drive New TOYOTA Veloz  1,500 cc. ไหวหรือไม่กับการเดินทางเมื่อต้องนั่งเต็มพิกัด? ต้องเพิ่ม 80,000 บาทสำหรับตัวท้อปคุ้มหรือไม่?

Test Drive New TOYOTA Veloz  1,500 cc. ไหวหรือไม่กับการเดินทางเมื่อต้องนั่งเต็มพิกัด? ต้องเพิ่ม 80,000 บาทสำหรับตัวท้อปคุ้มหรือไม่?

โดย:ภาคภูมิ วรรณแสง บรรณาธิการ Auto-Business Today

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการก็ถือโอกาสพาสื่อมวลชนไปทดลองขับ New TOYOTA Veloz บนเส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน ระยะทางไปกลับรวมแล้วประมาณ 450 กิโลเมตร ถือว่าเพียงพอที่จะได้ทดสอบหลายๆ อย่าง ในคันของเรานั่งกัน 4 คนพร้อมสัมภาระค่อนข้างเยอะทั้งของส่วนตัวและอุปกรณ์ช่างภาพชุดใหญ่ น้ำหนักรวมๆ กันแล้วราว 350 กิโลกรัม การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นประสิทธิ์ภาพด้านต่างๆ ครบถ้วน

               TOYOTA Veloz เปิดตัวด้วยกันสองรุ่นคือ รุ่น Smart ราคา 795,000 บาท และ รุ่น Premium ราคา 875,000 บาท เฉพาะเรื่องราคาก็ถือว่าทำได้ดีไม่น้อยเลย ในรุ่น Smart วางราคาไล่เก็บกลุ่มลูกค้าที่มองรถในระดับราคา 600,000 – 700,000 บาท รุ่น Premium ก็หวังกวาดในกลุ่มราคา 800,000 – 950,000 บาทให้อยู่หมัด รวมถึงลูกค้าใหม่ๆ ที่ต้องการความคุ้มค่าซึ่งอาจจะเปลี่ยนใจจากรูปแบบอื่นในระดับราคาใกล้เคียงกันด้วย การวางระดับราคาไว้เท่านี้จึงทำให้หลายๆ จุดถูกมองข้ามไปในเรื่องของการประกอบหรือวัสดุบางจุด

- Advertisement -

               เรื่องออปชั่นและรายละเอียดต่างๆ เราเคยพูดถึงไปแล้ว มาดูเรื่องรายละเอียดการประกอบกันบ้าง อย่างที่รู้กันว่าเป็นรถนำเข้าจากอินโดนีเซียเรื่องคุณภาพด้านต่างๆ เป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถสงสัย การประกอบตัวถังภายนอกช่องไฟหรือระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนตัวถังต่างๆ ทำได้ดี จะมีเพียงชิ้นส่วนพลาสติกอย่างคิ้วโป่งล้อที่มองบางมุมโดยเฉพาะรถสีดำจะเห็นค่อนข้างชัดว่ายังไม่เรียบเนียนนักมองเห็นเป็นลอนคลื่นบางในบางคัน สปอยเลอร์หลังคาในรุ่น Premium เมื่อดูใกล้ๆ จะเห็นว่าเป็นการติดทับไปบนชิ้นส่วนเดิมที่มีรอยต่อเห็นชัดเกินไป

จุดเด่นคือฟังก์ชั่นการใช้งานของเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง นับว่าออกแบบมาได้น่าสนใจสามารถพับปรับได้ถึง 7 รูปแบบใช้งานง่ายเบาแรง สำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2 มีระยะวางขาค่อนข้างมากนั่งเหยียดขาได้สบาย พนังพิงหลังปรับเอนได้มากแต่ถ้าได้หมอนพิงศีรษะแบบคู่หน้าจะดีมาก เพราะนั่งนานๆ ด้วยหมอนพิงทรงแบนแบบนี้มันทำให้เมื่อยคอพอสมควร การขึ้นลงแถว 3 ทำได้ง่ายด้วยกลไกการพับกระดกในครั้งเดียวค่อนข้างเบาแรง เบาะแถว 3 พนักพิงปรับเอนได้ลดความเมื่อยล้าเวลาเดินทางนานๆ พื้นที่วางเท้ามีให้พอสมควรซึ่งผู้โดยสารแถว 2 ต้องปรับขยับเดินหน้านิดนึงก็จะได้ความสดวกสบาย ภายในห้องโดยสารวัสดุพวกคอนโซลหน้าและแผงประตูเป็นพลาสติกขึ้นรูปทำได้ค่อนข้างดีมีการสลับการบุด้วยวัสดุแบบนุ่มสลับบ้างบนคอนโซลหน้า เพิ่มความหรูหราและความเป็นสปอร์ตด้วยลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณท้าวแขน การตกแต่งบริเวณกรอบคอนโซนกลางใช้วัสดุโทนสีเงินด้านเพิ่มมิติด้วยลวดลายข้าวหลามตัด เบาะนั่งใช้วัสดุผ้าสลับหนังสังเคราะห์ตัวเบาะออกแบบได้นั่งกระชับ มีความนุ่มพอเหมาะนั่งสบายขับทางไกลไม่ค่อยเมื่อยล้า เมื่อเน้นการใช้งานรูปแบบครอบครัวช่องเก็บของ, ช่องวางแก้ว และจุดชาร์จกระจายได้ทั่วถึงทุกที่นั่ง ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังนั้นมีจุดเดียว คือตอนกลางเป็นช่องแอร์ขนาดให้ที่มีบานเกล็ดปรับทิศทางให้ไปถึงแถวที่ 3

               106 แรงม้าจากเครื่อง 1,500 cc. ใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT เพียงพอกับการใช้หรือเปล่า? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยมากในการทดสอบครั้งนี้ ได้ลองทั้งขับคนเดียวและนั่ง 4 บวกสัมภาระเต็มที่ รวมถึงการขึ้นทางชัน 13-14 องศาบริเวณทางขึ้นเขาหินเหล็กไฟ กับผู้โดยสารเต็ม 7 ที่นั่งเป็นอย่างไรไหวหรือไม่ เรามีคำตอบครับ

               การใช้งานในเมืองการตอบสนองของคันเร่งที่กระชับตอบสนองรวดเร็ว บวกกับน้ำหนักของพวงมาลัยที่ค่อนข้างเบาทำให้ตัวรถมีความคล่องตัวมากโดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ติดขัด ระบบเบรกให้ดิกส์ 4 ล้อตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นการตอบสนองของแป้นเบรกค่อนข้างกะน้ำหนักเท้ายาก แตะเบาๆ ก็ตอบสนองในทันทีเหมือนคนหัดขับรถใหม่ๆ เมื่อเพิ่มน้ำหนักการกดแป้นเบรกมาขึ้นกลับไม่ค่อยตอบสนองอย่างที่ต้องการใช้เวลาการปรับตัวเข้าหากันอยู่นานพอสมควร การตอบสนองในการเดินทางไกลการตอบสนองของเครื่องยนต์ทำได้ดี ถ้าปรับตัวเข้าหาการทำงานของเกียร์แบบ CVT ต้องกดคันเร่งอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ในความเร็วเดินทาง 120 กม./ชม. ช่วงแรกรอบเครื่องยนต์จะอยู่ในย่าน 3,000 รอบ/นาที เมื่อใช้ความเร็วคงที่รอบเครื่องจะค่อยๆ ลดลงอยู่ในช่วงราว 2,500 รอบ/นาที ถือว่าค่อนข้างต่ำในระดับที่น่าพอใจ การเร่งแซงถ้าเติมคันเร่งแบบต่อเนื่องก็มีสมรรถนะที่น่าพอใจ เมื่อนั่ง 4 คันพร้อมสัมภาระเต็มพิกัดน้ำหนักรวมราว 350 กิโลกลัม อัตราเร่งและเร่งแซงลดลงพอสมควรต้องจับจังหวะในการแซงให้ดี อีกอาการที่ตามมาคืออาการหน้าลอยเพราะมีน้ำหนักถ่วงด้านทายมากนั่นเอง พวงมาลัยจากที่เบาอยู่แล้วต้องมีการเกร็งข้อมือมากขึ้น ขับนานๆ อาจจะรู้สึกเมื่อยล้ามากขึ้น

เรื่องของอัตราสิ้นเปลืองช่วงเดินทาง การขับขี่แบบปกติเร่งแบบนุ่มนวลในช่วงความเร็ว 100-120 กม./ชม. ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองมีให้เห็น 15-16 กม./ลิตร ถ้ากดหนักๆ โดยเฉพาะเวลาเร่งแซงตัวเลขจะตกลงไปในช่วง 12-13 กม./ลิตร ช่วงไฮไลท์คือเขา หิน เหล็ก ไฟ เป็นการทดสอบไต่ทางชันราว 13-14 องศา กับผู้โดยสารเต็ม 7 ที่นั่ง ผู้โดยสาร 4 คนสูงราว 185 ซม. หนักราว 90 กิโลกรัม อีก 3 คนสูง 170 ซม. หนักราว 65 กิโลกรัม รวมน้ำหนักราว 550 กิโลกรัม ขับจากเชิงเขาขึ้นมาจอดนิ่งที่ความชันระดับ 13-14 องศา เราสามารถดูได้จากตัวมิเตอร์วัดระดับความเอียงที่จอกลาง จอดนิ่งแล้วออกตัวลองกันอยู่หลายรอบสามารถออกตัวได้ค่อนข้างดี ไม่ต้องกดหรือเค้นคันเร่งมากไม่ต้องลุ้นเยอะสามารถออกตัวได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับลูกค้าทั่วๆ ไปการตอบสนองโดยรวมในเรื่องของสมรรถนะ ความประหยัด และความนุ่มนวลถือว่าดี แต่สำหรับพ่อบ้านที่ต้องการความหนึบแน่นมากกว่านี้อีกหน่อย เพื่อแก้อาการท้ายห้อยเวลาบรรทุกเต็มพิกัด และความสนุกสนานในการขับขี่เวอร์ชั่น GR Sport ควรจะต้องตามออกมาเหมือนพี่ๆ น้องๆ ในค่าย เพราะเป็นการเติมเต็มความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่ที่ชื่นความนุ่มนวล และส่วนน้อยที่ชอบความหนึบแน่นซึ่งจ่ายแพงกว่ากันก็ยอม สำหรับส่วนต่างระหว่างรุ่น Smart กับ Premium 80,000 บาท ตอบได้ง่ายมาก ถ้าคุณต้องการรถที่มีระบบความปลอดภัยครบเครื่อง รวมถึงระดับความหรูหราที่มากขึ้น การเพิ่มส่วนต่างถือว่าคุ้มค่า ถ้าต้องการรถที่คุ้มค่าในราคาเอื้อมถึงรุ่น Smart มีระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครันก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News