HomeBusinessAutoMG HS PHEV เพิ่มรุ่นย่อยคุ้มค่าคุ้มราคา เหมาะมากสำหรับคนเมือง

MG HS PHEV เพิ่มรุ่นย่อยคุ้มค่าคุ้มราคา เหมาะมากสำหรับคนเมือง

โดย:ภาคภูมิ วรรณแสง บรรณาธิการ Auto-Business Today

      ผู้ที่มองหารถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดมีความคุ้มค่าคุ้มราคา และสิ่งสำคัญคือระยะทางในการใช้งานในโหมด EV ตอบโจทย์สำหรับการใช้งานเฉลี่ยวันละ 50-80 กิโลเมตรต่อวัน นับตั้งแต่ MG เปิดตัวรถยนต์รุ่น HS PHEV เป็นรถแบบปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถวิ่งใช้งานในโหมด EV ได้ถึง 67 กิโลเมตร จากการทดสอบการใช้งานจริงในเมืองและปริมณฑล ในโหมด EV ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนทำระยะทางได้ตั้งแต่ 50-55 กิโลเมตร และช่วงอื่นๆ ตลอดวันทำได้ตั้งแต่ 60-70 กิโลเมตร ถ้าปรับลักษณะการขับขี่เล็กน้อยจะทำให้ระยะทางในการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าทำได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ MG HS PHEV เดิมมีเพียงรุ่นเดียวในราคาค่าตัว 1,359,000 บาท ในรุ่นใหม่มีทางเลือกเพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มรุ่น D ราคาเริ่มต้น 1,299,000 บาท และ รุ่น X ราคา 1,379,000 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกได้ตรงกับความต้องการใช้การใช้งาน

ปรับโฉมขยับดีกรีความหรูหราและความคุ้มค่า

- Advertisement -

ภาพลักษณ์ใหม่เพิ่มดีกรีความหรูหราสไตล์ยุโรปได้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยชุดกระจังหน้าแบบ Digital Burning Grille รับกับกันชนหน้าที่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ต เข้าคู่ชุดไฟหน้า Quad LED Projector ที่มาพร้อมประสิทธิ์ภาพในการใช้งานเหนือระดับ เส้นสายตัวถังด้านข้างยังคงความโค้งมนกลมกลืนโดดเด่นขึ้นด้วยล้ออัลลอยด์ลายใหม่ขอบ 18 นิ้วเป็นลวดลายเฉพาะรุ่น PHEV ด้านหลังปรับชุดไฟท้ายให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นรับกับด้านหน้าเป็นโคมไฟท้ายแบบ Full LED

ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราด้วยดีไซน์และคุณภาพของวัสดุ เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตโอบกระชับโดดเด่นด้วยโทนสี 2-Tone MONACO Bule ผู้ที่ชอบความเข้มขรึมด้วยภายในโทนสีดำก็มีให้เลือกแต่ต้องจับคู่โทนสีตัวถังภายนอกที่ถูกกำหนดไว้ หรูหราเหนือระดับด้วยหลังคาแบบ Panoramic Sunroof เมื่อนั่งในตำแหน่งผู้ขับขี่ยิ่งสัมผัสได้ถึงความหรูหรากับความเป็นสปอร์ตที่ผสานกันอย่างกลมกลืน ด้วยหน้าจอมาตรวัดแบบ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว สำหรับแสดงผลการทำงานที่ชัดเจนสามารถปรับแต่งได้หลากหลาย ที่เหนือชั้นกว่าคือการแสดงผลของระบบนำทางเหมือนจริง AR Navigation หน้าจอกลางแบบ Touchscreen ขนาด 10 นิ้วรองรับการใช้งานมัลติมีเดียหลากหลายรูปแบบ ส่วนเรื่องพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารถือว่าค่อนข้างโดดเด่นอันดับต้นๆ ของกลุ่ม กว้างขวางสะดวกสบายในทุกที่นั่ง

ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ใช้รถเฉลี่ยวันละ 50 – 80 กิโลเมตร

            ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมืองหรือนอกเมือง ถ้าพฤติกรรมการใช้งานของคุณแต่ละวันเฉลี่ยอยู่ในราว 50 – 80 กิโลเมตร เพราะนั่นหมายความว่าคุณแทบไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลย ระยะทางตามสเปคที่วิ่งได้ในโหมด EV คือ 67 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ในการขับขี่จริงจากที่ทดสอบมาหลายๆ รอบการใช้งานในเมืองช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเป็นหลักระยะทางที่วิ่งได้เฉลี่ยอยู่ที่ 50 – 55 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง การใช้งานทั่วๆ ไปสามารถวิ่งได้ถึง 60 – 70 กิโลเมตรเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าต้องทำความเข้าใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เล็กน้อยก็จะสามารถใช้งานในโหมด EV ได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ ถ้าคุณเป็นคนขับรถด้วยความนุ่มนวลรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาบอกเลยว่าคันนี้มีระยะทางการใช้งานใกล้เคียงหรือเกินกว่าสเปคด้วยซ้ำ

               EV Mode ใช้มอเตอร์กำลัง 122 แรงม้า มีแรงบิดสูงถึง 230 นิวตัน – เมตร ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานในเมืองในเรื่องของความคล่องตัวความกระฉับกระเฉงในการขับขี่ จังหวะรถติดระบบปรับอากาศและเครื่องเสียงกินไฟราว 2A เท่านั้นพอๆ กับการชาร์จสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ข้อดีของรถประเภท PHEV คือการชาร์จไฟบ้านหลัง 4 ทุ่ม ราคาจะถูกมาก และถ้าขอเปลี่ยนมิเตอร์สำหรับการใช้งานรถไฟฟ้าจะยิ่งถูก ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีความแตกต่างกันในเรื่องค่าใช้จ่ายและรูปแบบมิเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังไงก็ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันในปัจจุบัน ถ้าแต่ละวันคุณใช้งานราว 50-60 กิโลเมตร เครื่องยนต์จะไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำ ถ้าวิ่งเกินกว่านั้นก็จะใช้น้ำมันน้อยมากๆ ในการเดินทางไกลโหมดไฮบริดจะช่วยให้การบริหารการใช้พลังงานไฟฟ้าให้เหมาะสม คอยช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมันอย่างมีประสิทธิ์ภาพ กำลังรวมของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่ 284 แรงม้า แรงบิดอยู่ที่ 480 นิวตัน – เมตร ระบบเกียร์เป็นแบบ EDU II 10 สปีด

ส่วนต่าง 80,000 บาทเลือกคันไหนดี?

            ถ้าเป็นรุ่นอื่นคงตัดสินใจง่าย แต่ใน MG ZS PHEV ระหว่างรุ่น D และ X นั้นระบบและอุปกรณ์พื้นฐานเทียบเคียงกันมากๆ ภายนอกเหมือนกัน ล้อขนาดเดียวกัน มีหลังคา Panoramic Sunroof เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันหลักๆ คือในรุ่น X นั้นมีฝาท้ายไฟฟ้า, แผ่นปิดสัมภาระท้าย, ระบบเครื่องเสียง BOSE, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบตรวจสอบลมยาง และระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชั่นช่วยเหลือการขับขี่ที่เหนือกว่ารุ่น D 6 หัวข้อ ถ้าให้แนะนำสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ ถ้าต้องการระบบความปลอดภัยสูงสุดและเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม รุ่น X ตรงกับลักษณะการใช้งานของคุณซึ่งจ่ายเพิ่มจากรุ่นที่แล้วเพียง 20,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าต้องการความคุ้มค่าคุ้มราคารุ่น D ก็มีระบบความปลอดภัยมากเพียงพอกับการใช้งานแล้ว

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News