HomeBusinessAutoBYD ATTO 3 พร้อมส่งมอบ 5,000 คันภายในปีนี้!! กับราคาสุดคุ้ม 1,199,000 บาท หลังส่วนลด บททดสอบที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ก่อนที่จะตกขบวนแรก

BYD ATTO 3 พร้อมส่งมอบ 5,000 คันภายในปีนี้!! กับราคาสุดคุ้ม 1,199,000 บาท หลังส่วนลด บททดสอบที่จะทำให้คุณตัดสินใจได้ก่อนที่จะตกขบวนแรก

โดย:ภาคภูมิ วรรณแสง บรรณาธิการ Auto-Business Today

“รถจีน” ที่มีดีกว่าสิ่งที่คิดเยอะมาก ดีขนาดที่ว่าค่ายรถยนต์ฝรั่งและค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอยากเข้ามามีส่วนร่วม กับเทคโนโลยีแบตเตอรี่และเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ เอาแค่หกเดือนแรกของปีนี้มียอดขายมากกว่า 6.4 แสนคันขึ้นอันดับหนึ่งของรถไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดไปแล้วแซงหน้าเจ้าดังไปเยอะ คาดว่าเมื่อจบปีนี้ตัวเลขน่าจะขยับขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก เราเห็นภาพ ข้อมูล และ คลิปแนะนำตัวรถมาพอสมควรแล้ว บทความนี้จะโฟกัสไปที่เรื่องของสมรรถนะการขับขี่และจุดเด่นที่น่าในใจ

               ก่อนเปิดตัวไม่นานได้จัดให้สื่อมวลชนได้ทดสอบรถอย่างเป็นทางการในสนามแข่งรถ มีการจัดสเตชั่นทดสอบที่สามารถแสดงสมรรถนะเด่นของตัวรถด้านต่างๆ ได้อย่างลงตัว การทดสอบนี้ถือว่าเป็นการทดสอบที่หนักหน่วงสำหรับตัวรถ เพราะสื่อมวลชนที่มาร่วมทดสอบตลอดทั้งวันนั้นร่วมๆ ร้อยสื่อ ตัวรถแทบไม่ได้พักเลยทีเดียวเป็นบททดสอบแสดงให้เห็นถึงประสิทธิ์ภาพด้านต่างๆ ได้อย่างชัดเจน สิ่งสำคัญกว่านั้นคือทำให้เห็นว่าสิ่งที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความร้อนของแบตเตอรี่และมอเตอร์เมื่อใช้งานหนักจะมีไฟรูปเต่าขึ้นไม๊? สมรรถนะจะดรอปไม๊ หรือการ Error ของระบบอิเล็คทรอนิก์เมื่อใช้งานหนักๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ การทดสอบครั้งนี้ทำให้คลายข้อสงสัยได้เลย

- Advertisement -

               สรุปจุดเด่นของ BYD ATTO 3 กันก่อนแล้วบททดสอบจะแยกให้เป็นเป็นหัวข้อๆ เพื่อความกระจ่าง เทคโนโลยีเด่นคือ BYD Blade Battery (LFP) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ BYD ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายๆ ค่ายจ้องตาเป็นมัน แบตเตอรี่ความจุ 60.48 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์หรือ 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ระยะทางวิ่ง 480 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC หรือ 420 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที พวงมาลัยไฟฟ้า Electric Power Assisted Steering (EPAS) ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนมัลติ-ลิงค์ด้านหลัง ให้ความนุ่มนวลและเกาะถนน ระบบเบรคด้านหน้าดิสก์เบรคแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมฟังก์ชั่นปรับแรงดันเบรกได้ที่ไม่ได้เห็นจากค่ายอื่น รองรับหัวชาร์จ แบบ AC Type 2 และแบบ DC – CCS 2 สูงสุด 80kW มีระบบ V2L (Vehicle To Load) จ่ายไฟฟ้าได้สูงสุด 2.2 kW พร้อมระบบการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ (Regenerative braking)       อันนี้คือจุดเด่นโดยรวม

               บททดสอบแรกคือการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เราทดสอบด้วยเครื่องมือทดสอบรถ V-Box ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ การทดสอบสองครั้งได้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5 วินาที ตามสเปคนั้นอยู่ที่ 7.3 วินาที เรื่องสมรรถนะที่ใกล้เคียงสเปคไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้แปลกใจคือการทดสอบทั้งวันกับนักข่าวราว 90 สื่อ ขับสื่อละ 2 รอบในรถ 2 คัน เท่ากับว่าแต่ละคันต้องลองใช้สมรรถนะสูงสุดต่อเนื่องกันเฉลี่ยคันละ 90-100 รอบเลยทีเดียว ผมอยู่ในรอบท้ายๆ ของผู้สื่อข่าวในช่วงบ่ายที่มีอากาศร้อนมาตั้งแต่งช่วงเก้าโมงเช้า เมื่อถึงคิวผมประสบการณ์ที่ได้รับคือตัวรถที่สมรรถนะไม่ตกเลย แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ทำได้ดีมาก ในการทำงานปกติจะคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้อยู่ในราว 32-34 องศาเซลเซียส บางจังหวะที่มีการใช้งานหนักอย่างต่อเนื่องจะคุมความร้อนไม่ให้เกิน 38 องศาเซลเซียส โดยจะลดสมรรถนะลงชั่วคราวพอสมควรเพื่อควบคุมอุณหภูมิเมื่อกลับมาอยู่ในอุณหภูมิปกติก็จะใช้สมรรถนะได้อย่างต่อเนื่องโดยเร็ว นับว่าเป็นจุดเด่นของ ATTO 3 กับการใช้งานที่หนักหน่วง ส่วนการใช้งานจริงบนท้องถนนถือว่าไม่ต้องมีความกังวลใดๆ

               บททดสอบที่สองต่อเนื่องจากการลองอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. คือการทดสอบระบบเบรก เจ้า ATTO 3 มีโหมดการปรับระบบเบรก 2 โหมด คือ Comfort กับ Sport ปกติแล้วตัวรถทั่วไปเราจะคุ้นเคยกับการปรับแต่งเรื่องของ พวงมาลัย, การตอบสนองของเครื่องยนต์, ช่วงล่าง หรือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ ส่วนระบบเบรกนั้นเราแทบไม่เห็นการปรับแต่งได้เลย ถ้าจะเห็นภาพชัดเจนคือเมื่อวิ่งความเร็วคงที่เท่ากันเช่น 100 กม./ชม. แล้วออกแรกเหยียบเบรกแบบการขับขี่ปกติเท่าๆ กัน ในโหมด Comfort การเบรกจะมีความนุ่มนวลตั้งแต่เริ่มต้นจนหยุดสนิท เมื่อใช้ความเร็วเท่ากันและออกแรงเหยียบเท่าๆ กันในโหมด Sport ในจังหวะแรงการตอบสนองจะคล้ายๆ กับโหมด Comfort เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารหัวคะมำจากนั้นจะเริ่มเพิ่มแรงดันเบรกให้มากขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ระยะทางการเบรกสั้นกว่าในโหมด Comfort ชัดเจน ยกเว้นการเหยียบแบบ Emergency Brake หรือการเหยียบแบบฉุกเฉินทั้งสองโหมดจะมีระยะทางการเบรกพอๆ กัน ในโหมด Comfort ก็จะปล่อยแรงดันเบรกเต็มที่แบบเดียวกับโหมด Sport ต้องแยกความรู้สึกให้ออก นับว่าเป็นรถยนต์คันแรกๆ ในบ้านเราที่ทำการปรับโหมดของเบรกได้ เฉพาะ 2 บททดสอบนี้รถ 2 คัน ที่เร่งสุดเบรกสุดทั้งวันไม่มีไฟเตือนหรือเออเร่อใดๆ ให้เห็นถือว่าสอบผ่าน

ในสเตชั่นที่ 3 เป็นเรื่องของการทดสอบการบังคับควบคุม บอกเลยว่าใส่กันแบบจัดเต็มเริ่มจากเลนเชนจ์ในความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. ช่วงเปลี่ยนเลนแบบกะทันหันสิ่งที่สัมผัสได้คือการตอบสนองของพวงมาลัยและช่วงล่าง การตอบสนองของพวงมาลัยเมื่อเปลี่ยนช่องทางแบบฉุกเฉินจากการขับตรงแล้วหักไปเลนขวาแล้วกลับมาเลนเดิมในทันที น้ำหนักของพวงมาลัยอยู่ในระดับที่ควบคุมง่าย ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับระบบเพาเวอร์แบบไฮดรอลิค โครงสร้างแพลทฟอร์มแบบ e-Platform 3.0 การวางตำแหน่งของระบบส่งกำลัง 8 in 1 ควบคุมกระแสไฟฟ้า แบตเตอรี่ที่อยู่บริเวณพื้นรถภายใต้โครงสร้างแชสซีส์นี้ทำเกิดความสมดุลเพราะน้ำหนักโดยรวมตกระหว่างล้อหน้าและหลัง ช่วงฐานล้อที่ยาวถึง 2,720  มม. ถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ในรถยนต์ระดับเดียวกัน ส่งผลในหรืองของการตอบสนองโดยรวมเพราะมีกระจายน้ำหนักที่ดี รู้สึกได้ถึงความหนึบแน่นในจังหวะที่เปลี่ยนเลน ต่อเนื่องด้วยการทดลองอัตราเร่ง 60-100 กม./ชม. รู้สึกถึงการตอบสนองที่ฉับไวเพราะไม่ต้องรอรอบแบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน เมื่อเริ่มใช้ความเร็วต่อเนื่องมาเข้าสู่ช่วงที่เป็นโค้งแคบต่อเนื่องแล้วต่อด้วยการเข้าสลาลอมเป็นเลข 8 เป็นสเตชั่นที่ทำให้เห็นชัดเจนว่าช่วงล่าง น้ำหนักพวงมาลัย การตอบสนองต่อการเร่งเซ็ทมาได้ดี เป็นรถที่ขับสนุกควบคุมง่ายมีอัตราเร่งที่โดดเด่น ทำให้นึกถึงไปว่าถ้าเอา ATTO 3 ลงแข่งจิมคาน่าคงมีหลายๆ คนมองค้อนแน่นอน

เรื่องเซอร์ไพรส์ในสเตชั่นนี้ก็คือเรื่องของยาง ยางติดรถมาเป็นยางยี่ห้อ Atlas รุ่น Batman ก็คือยางระดับพรีเมี่ยมของแบรนด์ Linglong ซึ่งเป็นผู้ผลิตให้ยางชั้นนำหลายยี่ห้อในจีน ชื่อรุ่นยางถูกเอามาล้อเล่นจนรู้สึกไม่ดีกับยาง ในการขับขี่บนถนนแห้งไม่รู้สึกแตกต่างจากยางทั่วเท่าไหร่นัก แต่พอขับบนถนนเปียกทำให้เห็นสมรรถนะชัดเจน โดยเฉพาะในสเตชั่นเลข 8 ที่ต้องขับสไตล์จิมคาน่า ยางมีการยึดเกาะที่ดีมากทั้งๆ ที่ใช้ความเร็วพอๆ กับบนถนนแห้ง ยังมีประสิทธิ์ภาพการยึดเกาะสูงระบบช่วยการทรงตัวหรือแทรคชั่นแทบไม่ได้ทำงานเลย การรีดน้ำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ ลองขับผ่านน้ำท่วมขังความเร็วราว 80 กม./ชม. น้ำท่วมสูงราว 3-5 ซม. หน้ายางมีการรีดน้ำที่ดี แม้จะรู้สึกถึงแรงปะทะบ้างแต่อาการปัดเป๋แทบไม่รู้สึก ถือว่าเป็นยางที่มีสมรรถนะดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ในสเตชั่นที่ 4 ได้ลองระบบ DiPilot หลักๆ คือเรื่องของ Active Safety และระบบอำนวยความสะดวกอย่าง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน -Stop and Go (ACC-S&G) การทำงานของระบบแจ้งเตือนออกนอกเลน – Lane Departure Warning (LDW) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ – Lane Keeping Assist (LKA) ทำงานได้แม่นยำเพราะใช้เซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด ในส่วนของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน -Stop and Go (ACC-S&G) ก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ ในส่วนนี้ถือว่าทำงานได้แม่นยำไม่แพ้คู่แข่งในระดับเดียวกัน ในสเตชั่นนี้ถือว่าการทำงานอยู่ในระดับมาตรฐานของรถยุคใหม่

               ถ้าให้สรุปในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ อัตราเร่ง การตอบสนองของพวงมาลัย ช่วงล่าง เบรก และฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ถือว่ามีความโดดเด่นไม่น้อยเลยทีเดียว การตอบสนองโดยรวมถือว่าไม่ต่างจากรถน้ำมันที่มีการตอบสนองดีๆ แต่ในเรื่องของอัตราเร่งโดดเด่นกว่าเยอะมาก อาจมีเพียงแค่ความเร็วสูงสุดที่อาจจะไม่เท่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน แต่นั่นแหล่ะเราไม่ได้ใช้ความเร็วสูงสุดตลอดเวลา แค่ความเร็วเดินทาง 110-120 กม./ชม. และมีอัตราเร่งแซงที่ดีก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว

               ถ้ามาดูในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของสมรรถนะที่น่าสนใจคือการใช้งานโดยรวมแล้ว เรื่องการใช้งานโดยเฉพาะเรื่องการชาร์จไฟถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ การใช้งานเมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายกิโลเมตรต่อบาทแล้ว การชาร์จไฟบ้านหลัง 4 ทุ่มจนถึงก่อน 9 โมงเช้าเป็นช่วง Off Peak เป็นช่วงเวลาที่ค่าไฟถูกสุด ถ้าใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU ค่าใช้จ่ายยิ่งถูกลงมาโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สามารถขอมิเตอร์แยกจากมิเตอร์ไฟบ้านได้เลยยิ่งถูกลงมาก ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยอยู่ในราว 50-80 สตางค์/กิโลเมตร การชาร์จไฟแบบ DC ตามสถานนี้ชาร์จมีราคาสูงกว่าชาร์จไฟ AC Off Peak ราว 2.5-3 เท่าเลยทีเดียว การใช้รถไฟฟ้าเดินทางไกลต้องวางแผนในการเดินทางมากหน่อย การรับไฟชาร์จสูงสุดของ ATTO 3 อยู่ที่ 80 kW ซึ่งคู่แข่งที่มีขายอยู่รองรับไฟชาร์จที่สูงกว่า ตั้งแต่ 90 kW และรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังทยอยมาเริ่มรับกำลังไฟชาร์จสูงมากว่าตั้งแต่ 120 kW ขึ้นไป ยิ่งรับไฟชาร์จได้มากหมายความว่าการชาร์จไฟตามสถานนี้ชาร์จจะใช้เวลาน้อยลง และการชาร์จตามสถานีชาร์จนั้นก็เพื่อเป็นการเติมเพื่อไปต่อ ไม่จำเป็นต้องชาร์จเต็มเพราะใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายสูง ถ้าวางแผนให้ดีจะทำให้การเดินทางราบรื่นและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

               คุ้มหรือไม่กับราคา 1,459,000 บาท ก่อนหักส่วนรถจากภาครัฐทำให้ราคาเหลือ 1,199,000 บาท เป็นคำถามที่น่าคิด เมื่อเทียบราคากับรถยนต์ในกลุ่มเดียวกันที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในราคาตั้งแต่ 1.3 – 1.5 ล้านบาทแล้ว ถือว่า ATTO 3 มีความน่าสนใจมาก แม้จะดูว่าราคาตั้งสูงไปนิดแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ เพราะต้นทุนของรถไฟฟ้านั้นค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แบตเตอรี่ที่ใช้มีความจุ 60.48 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เป็นแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมีระยะทางวิ่ง 480 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC หรือ 420 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ในการใช้งานจริงวิ่งได้ราว 380-420 กม. ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานแล้ว และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่มี Lifecycle รองรับการชาร์จถึง 5,000 ครั้งหมายความว่าแบตเตอรี่รองรับการใช้งานมากกว่า 1,900,000 กิโลเมตร ยิ่งทำให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

               ถ้าคุณมีการใช้งานรถยนต์ยิ่งมากต่อวันยิ่งทำให้จุดคุ้มทุนเร็วยิ่งขึ้น การใช้งานกับการขับขี่ทั่วไปจริงในราว 380-400 กม. ก็เพียงพอทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกล ส่วนการชาร์จระหว่างทางนั้นก็เพียงแค่หาสถานีที่มีจ่ายไฟเกิด 80 kW จะทำให้การชาร์จไฟทำได้เต็มประสิทธิ์ภาพ วันนี้พื้นที่ประเทศไทยกว่า 80% รองรับการเดินทางด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ภายในปีหน้าน่าจะครอบคลุมทั่วทั้งหมด เมื่อดูโปรโมชั่นสนับสนุนการขายในส่วนของ Rêver Care มูลค่ารวม 180,000  บาท กับดอกเบี้ย 1.68 % ยิ่งทำให้น่าสนใจ ส่วนเรื่องโชว์รูมและศูนย์บริการนั้นภายในปีนี้จะมีทั้งหมด 32 แห่งและจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

               เมื่อเทียบราคาตัวรถกับคู่แข่งในระดับ 1.3-1.5 ล้านถือว่าคุ้มค่ามากเพราะเทคโนโลยีของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนมันไปไกลกว่านั้นเยอะ แล้วเมื่อมองว่าหลังจากสร้างโรงงานเสร็จความพร้อมยิ่งมีมากขึ้น นั่นเพราะเครือข่ายของสยามกลการนั้นมีครอบคลุมทั้งชิ้นส่วนและการขายเป็นจุดเด่นที่ทำให้หลายๆ ค่ายต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ถามว่าน่าซื้อไม๊? ตอบได้เลยว่าถ้าภาพลักษณ์ของตัวรถและดีไซน์ภายในผ่านในความรู้สึก เรื่องเทคโนโลยี สมรรถนะ ความคุ้มค่า เจ้า ATTO 3 ถือว่าตอบโจทย์ ส่วนเรื่องศูนย์บริการ การบริการหลังการขาย พอคาดเดาได้ว่านะจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะชื่อเสียงของสยามกลการเดิมก็ไม่ธรรมดา สามารถทำให้ค่ายเดิมที่เคยดูแลติดอยู่ในอันดับ Top 5 มาโดยตลอด ต้องดูว่ายอด 5,000 คันที่พร้อมส่งมอบในปีนี้คงไม่น่าชื่นใจเท่าการตอบสนองกลุ่มลูกค้า ในเรื่องของการแก้ปัญหาหรือการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพราะถือว่าเป็นแบรนด์ใหม่ แม้จะมีประสบการณ์มายาวนานก็ตามที ถ้าทำให้ลูกค้ามั่นใจได้การเดินต่อก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะเทคโนโลยีและตัวรถนั้นเป็นที่ยอมรับของลูกค้าอยู่แล้ว ที่จะวัดกันก็หลังจากส่งมอบรถรถไปแล้วคงต้องรอดูกันต่อไป ถ้ามีตัวเลือกเป็นรถไฟฟ้าในหัวและมีการใช้งานระยะทางต่อเดือนมากๆ บอกได้เลยว่าคุ้มสุดในชั่วโมงนี้

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News