HomeBusinessจับตา “วอร์ช” ขึ้นเวที Jackson Hole คืนนี้ ตลาดรอสัญญาณดอกเบี้ย หวั่นบอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่ง 5.5%

จับตา “วอร์ช” ขึ้นเวที Jackson Hole คืนนี้ ตลาดรอสัญญาณดอกเบี้ย หวั่นบอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่ง 5.5%

ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) บนเวที Jackson Hole ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม ท่ามกลางความคาดหวังว่า ประธานเฟดอาจส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลังตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

การประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium ปี 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ที่รัฐไวโอมิง ภายใต้หัวข้อ “Financial Innovation: Implications for Payments and Policy” โดยวอร์ชมีกำหนดกล่าวเปิดการประชุมเวลา 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 21.00 น. ตามเวลาไทย

แม้หัวข้อหลักของการประชุมจะเน้นเรื่องนวัตกรรมทางการเงินและระบบการชำระเงิน แต่ตลาดให้ความสำคัญกับถ้อยแถลงของวอร์ชเป็นพิเศษ เนื่องจาก Jackson Hole เป็นเวทีที่ประธานเฟดในอดีตมักใช้สื่อสารมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงิน

- Advertisement -

ตลาดอยากรู้ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร

ประเด็นที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนมากที่สุด คือ “Reaction Function” หรือเงื่อนไขที่เฟดจะใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง วอร์ชลดการใช้ Forward Guidance หรือการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า และให้น้ำหนักกับการเคลื่อนไหวของตลาดมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต้องประเมินทิศทางนโยบายจากข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตัวเอง

Reuters รายงานว่า ตลาดฟิวเจอร์สล่าสุดให้น้ำหนักราว 35% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายน และได้สะท้อนความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมไว้เกือบเต็มที่แล้ว

นักวิเคราะห์มองว่า หากวอร์ชส่งสัญญาณชัดเจนว่าเฟดพร้อมกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลง อาจช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาดพันธบัตรได้

แต่หากวอร์ชหลีกเลี่ยงการพูดถึงแนวโน้มดอกเบี้ย และเน้นเฉพาะประเด็นเชิงโครงสร้างระยะยาว ตลาดอาจตีความว่าท่าทีของเฟดไม่ได้เข้มงวดเท่าที่คาด ซึ่งอาจสร้างแรงขายพันธบัตรระยะยาวเพิ่มเติม

จับตาบอนด์ยีลด์ 30 ปี เสี่ยงแตะ 5.5%

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีเคยทะลุระดับ 5.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550

ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 28 สิงหาคม ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปีอยู่บริเวณ 5.20% ขณะที่อายุ 10 ปีอยู่ราว 4.67%

มาร์ก คาบานา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ Bank of America ประเมินว่า หากตลาดไม่ได้รับสัญญาณที่ชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับการคุมเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีอาจพุ่งขึ้นไปแตะ 5.5% หรือสูงกว่า

ระดับดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของรัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค รวมถึงส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยและภาวะทางการเงินในสหรัฐฯ

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตร

อีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ตลาดพันธบัตรซับซ้อนขึ้น คือ การเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งประกาศเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว

กระทรวงการคลังจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–30 ปี จากสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และดำเนินต่อไปถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การซื้อคืนพันธบัตรไม่สามารถแก้ปัญหาแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ในระยะยาวได้ทั้งหมด เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานอย่างเงินเฟ้อ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปริมาณการออกพันธบัตร และปัญหาขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญ

ดังนั้น สุนทรพจน์ Jackson Hole ครั้งแรกของวอร์ชในฐานะประธานเฟดจึงถูกจับตามองอย่างมาก เพราะตลาดไม่ได้ต้องการเพียงมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่ต้องการเห็นกรอบที่ชัดเจนว่า เฟดจะรับมือกับเงินเฟ้ออย่างไร และอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้ธนาคารกลางกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง

หากวอร์ชยังคงส่งสัญญาณคลุมเครือ ตลาดพันธบัตรอาจเผชิญความผันผวนรอบใหม่ และทำให้ระดับผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของตลาดการเงินโลกในช่วงต่อจากนี้

อ้างอิง: CNBC, Federal Reserve Bank of Kansas City, U.S. Department of the Treasury, Reuters

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News