Home Business จากกระแส Bitcoin สู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Cashless Society

จากกระแส Bitcoin สู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Cashless Society

โดย นที ดำรงกิจการ
Head of Financial Advisory
Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย

นอกจากกระแสราคาบิตคอยน์ที่ปรับลดลงรุนแรง หลังมีข่าวลือว่าทางการสหรัฐฯ อาจพิจารณาเก็บภาษีจากธุรกรรมบิตคอยน์ ส่งผลให้นักลงทุนเทขาย ราคาบิตคอยน์จึงปรับลดลงจากจุดสูงสุด 63,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุดมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเหรียญ หรือปรับลดลงมากว่า 20%

หันกลับมาดูพัฒนาการในด้าน Cashless payment ของประเทศไทยกันบ้าง ในปัจจุบันเริ่มมีร้านค้ารับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นบิตคอยน์กันแล้ว อย่างเมเจอร์ ซินีเพล็กซ์ ที่จับมือกับ ‘ซิปเม็กซ์’ (Zipmex) ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล และ ‘แรพิดซ์’ (Rapidz) ผู้ให้บริการระบบบริหารการรับแลกสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เรียกได้ว่าทั้ง 2 รายนี้เป็นตัวกลางรับชำระค่าสินค้าให้เมเจอร์นั่นเอง โดยแรพิดซ์จะทำหน้าที่คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ ณ เวลาปัจจุบันว่าต้องใช้เท่าไหร่ในการจ่ายค่าตั๋วชมภาพยนตร์ เช่น ตั๋วราคา 250 บาทก็จะใช้ประมาณ 0.00016667 เหรียญ (ขึ้นอยู่กับมูลค่าบิตคอยน์ในแต่ละวัน) และ ซิปเม็กซ์จะทำหน้าที่เป็นผู้เปลี่ยนบิตคอยน์ให้เป็นเงินบาทโอนให้กับเมเจอร์

- Advertisement -

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไม่ได้เป็นผู้รับบิตคอยน์จึงไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องความผันผวน แต่เป็นแรพิดซ์ที่เป็นผู้รับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม เมเจอร์ ยังไม่ได้มองเป็นช่องทางหลัก แต่เป็นการเพิ่มฐานผู้ชม หลังจากประเมินแล้วว่ามีผู้ใช้งานสกุลเงินดิจิตอลในไทยอยู่ที่ราว 5 แสนถึง 1 ล้านราย หรือแม้แต่บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่าขายรถยนต์ลัมโบร์กินีก็ประกาศความร่วมมือกับซิปเม็กซ์ในการรองรับการซื้อรถยนต์ลัมโบร์กินีด้วยเงินสกุลคริปโตในประเทศไทยได้เช่นกัน

นอกจากประเด็นการใช้ชำระค่าสินค้าโดยทั่วไปแล้ว สกุลเงินดิจิตอลนี้ยังทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจแบบ Cashless Society หรือการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดให้ก้าวหน้าขึ้นอีก โดยคาดการณ์ว่าจีนจะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะมีการใช้เงินดิจิทัลนี้แทนเงินรูปแบบเดิมภายในปี 2022 ซึ่งสกุลเงินที่ใช้จะถูกเรียกว่าเงินหยวนดิจิทัล หรือ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) โดยธนาคารกลางของจีน และจะมีมูลค่าเท่ากับเงินหยวนในรูปแบบกระดาษ และใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “DCEP Wallet App” แอพกระเป๋าเงินที่รัฐบาลสร้างขึ้น หรือจะใช้ผ่านแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ชาวจีนนิยมใช้กันอยู่แล้วอย่าง Alipay หรือ WeChat Pay ก็ได้ ปัจจุบัน จีนได้ออกนโยบายนำร่องให้ 4 เมืองใหญ่อย่าง ซูโจว เสิ่นเจิ้น เฉิงตู และสงอันใช้เงินหยวนดิจิทัลมาสักพักแล้ว ธุรกิจรายใหญ่ๆ อาทิ Starbucks McDonald’s Subway ก็เข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน และรัฐบาลเองก็ยังมีแผนการจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นสกุลเงินดิจิทัลนี้ด้วย

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของเงินดิจิทัล คือลดการปลอมแปลง ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและทำลายธนบัตร รวมถึงสามารถตรวจสอบที่มา การเคลื่อนไหวของเงินได้สะดวกกว่าเดิมมาก นอกจากการได้สัมผัสเงินสดแล้ว ผู้ใช้งานเงินดิจิทัลอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากการใช้เงินสดมากนัก แต่ในแง่ของการตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินแล้วเงินดิจิทัลนี้ต่างจากเงินสดจริงๆ อย่างมาก เพราะนอกจากเลขที่กำกับอยู่บนธนบัตรซึ่งติดตามอะไรแทบไม่ได้เลยนั้น เงินดิจิทัลกลับเป็นสิ่งที่มี Digital footprint ชัดเจนมากกว่า สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลังได้ว่าเริ่มต้นมาจากที่ใด ใครใช้ ใครส่งต่อให้ใคร ซึ่งแม้แต่แอพลิเคชั่นของธนาคารที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ขนาดนั้น

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากและดูเหมือนจะเป็นลักษณะเฉพาะของเงินหยวนดิจิทัล คือความมีสเถียรภาพทางมูลค่า เพราะรัฐบาลควบคุมและกำหนดให้ 1 หยวนดิจิทัลมีมูลค่าเท่ากับเงินสด 1 หยวน ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเงินหยวนดิจิทัลจะไม่ผันผวนตามสกุลเงินอื่น ส่งผลให้การปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยทำได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยป้องกันการฟอกเงิน และสามารถติดตามการค้าได้ง่าย แต่ทั้งนี้ยังต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งนี้อาจเป็นการลดบทบาทของธนาคารซึ่งนัยหนึ่งอาจนับว่าเป็นภัยคุกคามของระบบ รวมถึงอาจมีผลกดดันต่อการให้ผลตอบแทนของธนาคารอีกด้วย

จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศจีนใช้เงินหยวนดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมกันทั่วประเทศ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าประเทศจีนจะเปลี่ยนมาใช้เงินหยวนดิจิทัลทั่วประเทศก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2022 แม้จะมีความล่าช้าเนื่องจากโควิด 19 แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนจีนที่มักจะใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือผ่านแอพ Online payment อยู่แล้วจึงไม่น่าเป็นเรื่องยุ่งยากนัก การที่จีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจและประเทศแห่งการค้าหันมาใช้เงินหยวนดิจิทัล หมายความว่าคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีนก็จะต้องหันมาใช้เงินสกุลนี้ในการแลกเปลี่ยนเช่นกัน โดยฮ่องกงจะเป็นเมืองทดสอบการค้าข้ามพรมแดนก่อน โดยเงินหยวนดิจิทัลอาจกลายมาเป็นเงินทุนสำรองแทนระบบการชำระเงินแบบ SWIFT ที่ใช้ดอลลาร์ซึ่งเสี่ยงจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่สำคัญโลกจะเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้นทำให้ทุกภาคส่วนรวมถึงไทยและพวกเรากันเองก็ต้องปรับตัววิ่งตามกระแสเงินดิจิตอลนี้ให้ทันด้วยเช่นกัน

อ่าน : ผู้ถือหุ้นไฟเขียวชื่อ ‘ทีเอ็มบีธนชาต’ ตัวย่อ TTB เปิดรูปลักษณ์ใหม่ 7 พ.ค.นี้

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News