การพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่ทำเนียบขาว กลายเป็นหนึ่งในเวทีการทูตที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุด ทั้งในมิติการค้า เทคโนโลยี AI ไต้หวัน และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ
แม้การประชุมครั้งนี้ช่วยต่ออายุ “พักรบทางการค้า” ออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่หลายประเด็นสำคัญยังไม่ได้ข้อยุติ และถูกส่งต่อไปยังการเจรจารอบถัดไป
1. สหรัฐฯ–จีนต่ออายุพักรบการค้าอีก 2 เดือน
สหรัฐฯ และจีนตกลงขยายข้อตกลงพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน เพื่อเปิดเวลาให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเจรจาประเด็นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การต่ออายุครั้งนี้ยังไม่ใช่ข้อตกลงระยะยาว เพราะประเด็นสำคัญทั้งเรื่องภาษี การซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ของจีน การส่งออกแร่หายาก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ยังต้องหารือกันต่อ
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า จีนยังดำเนินการตามเป้าหมายซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ จำนวน 25 ล้านตัน แต่การซื้อสินค้าเกษตรประเภทอื่นตามเป้าหมายมูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์ยังล่าช้า ขณะที่การส่งมอบแร่หายากยังต่ำกว่าที่สหรัฐฯ คาดหวัง
สำหรับภาคธุรกิจ นั่นหมายความว่าแม้แรงกดดันจากภาษีจะยังไม่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายระหว่างสองประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
2. ทรัมป์จัดพิธีต้อนรับใหญ่ สะท้อนความสำคัญของความสัมพันธ์
การเยือนสหรัฐฯ ของสี จิ้นผิง ครั้งนี้มาพร้อมพิธีต้อนรับเต็มรูปแบบ หลังจากก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างการเดินทางเยือนจีน
พิธีที่วอชิงตันมีทั้งขบวนทหาร การแสดงดนตรี รวมถึงการบินผ่านของเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ผู้นำทั้งสองยังเยี่ยมชมพื้นที่ต่าง ๆ ภายในทำเนียบขาว
ทรัมป์กล่าวหลังการหารือว่าเป็นการพบกันที่ดี แต่รายละเอียดเชิงนโยบายจำนวนมากไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในทันที
3. “ไต้หวัน” ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อน
สี จิ้นผิง เรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการประเด็นไต้หวันอย่างรอบคอบ พร้อมระบุว่าจีนหวังว่าสหรัฐฯ จะคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน
ถ้อยคำดังกล่าวมีน้ำหนักมากกว่าท่าทีดั้งเดิมของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า “ไม่สนับสนุน” การประกาศเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม Reuters ระบุว่ายังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลทรัมป์เตรียมเปลี่ยนถ้อยคำหรือนโยบายในเรื่องนี้
ประเด็นไต้หวันจึงยังเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่สามารถสร้างแรงเสียดทานระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งได้ในระยะยาว
4. ความเสี่ยงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจยังไม่หายไป
ระหว่างการหารือ สี จิ้นผิง กล่าวถึงแนวคิด “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) ซึ่งใช้อธิบายความเสี่ยงที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเดิมกับมหาอำนาจที่กำลังเติบโตอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนระบุว่าความเสี่ยงดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้ และเรียกร้องให้สองประเทศเพิ่มช่องทางสื่อสารทางทหาร รวมถึงเสริมกลไกป้องกันวิกฤต
ด้านทรัมป์เน้นว่าทั้งสองประเทศยังมีพื้นที่สำหรับความร่วมมือ และยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
5. AI กลายเป็นอีกสมรภูมิสำคัญของสหรัฐฯ–จีน
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือท่าทีต่อ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศมีมุมมองแตกต่างกัน
ทรัมป์สนับสนุนแนวทางที่ไม่ต้องการเพิ่มข้อจำกัดใหม่ต่อการพัฒนา AI มากนัก และเคยเสนอให้เรียก AI ว่า “Super Intelligence” หรือ SI
ขณะที่สี จิ้นผิง เน้นว่าสหรัฐฯ และจีนในฐานะประเทศผู้นำด้าน AI มีทั้งความสามารถและความรับผิดชอบในการกำกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว โดยต้องทำให้ AI อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์และสร้างประโยชน์ต่อสังคม
ความสำคัญของ AI ยังสะท้อนผ่านรายชื่อผู้บริหารเทคโนโลยีที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึง ซุนดาร์ พิชัย จาก Alphabet, แซม อัลท์แมน จาก OpenAI และเจนเซ่น หวง จาก Nvidia
โดยรวม ซัมมิตครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการกลับมาเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างสองประเทศในระยะสั้น แต่ยังไม่ได้คลี่คลายความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องภาษี เทคโนโลยี แร่หายาก ไต้หวัน และการแข่งขันด้าน AI
สำหรับตลาดโลกและภาคธุรกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกสามารถส่งผลโดยตรงต่อการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

