Home Business โอมิครอน กดดันแบงก์ต่อปี 65 คาดกำไรแค่ 1.86 แสนล้านบาท

โอมิครอน กดดันแบงก์ต่อปี 65 คาดกำไรแค่ 1.86 แสนล้านบาท

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ได้ประเมินทิศทางธนาคารพาณิชย์ในปี 2565 ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อของโควิด-19 ทำให้คาดว่า มาตรวัดความสามารถในการทำกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย (18 แห่ง) ในปี 2565 จะยังคงฟื้นตัวในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด และจะยังไม่สามารถกลับไปเทียบเท่ากับปี 2561-2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนวิกฤติโควิดได้ โดยกำไรสุทธิในปี 2565 ของธนาคารพาณิชย์ 1.86 แสนล้านบาท ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้น 5% จากกำไรสุทธิของปี 2564 ที่คาดไว้ที่ 1.78 แสนล้านบาท แต่ก็จะยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับกำไรสุทธิเฉลี่ยช่วงก่อนโควิดที่ทำได้สูงกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ในกรณีที่สามารถดูแลการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ คาดว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2565 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่อาจถูกขับเคลื่อนด้วยตัวแปรทางเศรษฐกิจตามปกติมากขึ้นกว่าในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งการเติบโตของสินเชื่อในช่วงนั้นมีแรงผลักดันจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับลูกหนี้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ ทั้งในส่วนที่เป็นไปตามโครงการสินเชื่อของธปท. (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อฟื้นฟู และพักทรัพย์พักหนี้) และในส่วนของโครงการสินเชื่อที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ประกอบกับลูกหนี้บางส่วนก็อยู่ในช่วงการพัก และ/หรือชะลอการชำระหนี้ด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2565 ที่น่าจะทยอยฟื้นตัวกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปอาจทำให้แรงหนุนจากการพักและ/หรือชะลอการชำระหนี้ที่มีต่อยอดคงค้างสินเชื่อน้อยลง และลูกหนี้บางส่วนน่าจะสามารถกลับมาเริ่มทยอยชำระคืนหนี้ได้มากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2565 จะขยายตัวที่ประมาณ 4.8% (กรอบคาดการณ์ที่ 4-5.5%) ชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 6%

- Advertisement -

สินเชื่อธุรกิจปี 2565 อาจเติบโตประมาณ 4.2-5.2% โดยมีแรงหนุนจากการเบิกใช้สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจในประเทศและธุรกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนสินเชื่อสำหรับเสริมสภาพคล่องและเพื่อการลงทุน ตามลำดับ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยปี 2565 อาจเติบโตประมาณ 4-6% สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่คาดว่าจะปิดสิ้นปี 2564 ที่ 4% อย่างไรก็ดีกรอบการฟื้นตัวของสินเชื่อรายย่อยยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้เดิมของภาคครัวเรือนที่มีอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทิศทางการเติบโตของสินเชื่อดังกล่าวข้างต้นจะช่วยประคองให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ฟื้นตัวขึ้นตาม ขณะที่สถาบันการเงินมีแนวโน้มกระจายพอร์ตสินเชื่อไปยังพอร์ตที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันมากขึ้น ซึ่งก็จะดำเนินการควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายในส่วนของเงินฝากให้มีประสิทธิภาพ ประกอบกับในปี 2565 ยังคงได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และธปท. ก็ได้มีการขยายเวลาปรับลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF fee) ต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ในปี 2565 มีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยไปที่ระดับ 2.60% (กรอบคาดการณ์ที่ 2.50-2.70%) เทียบกับตัวเลขคาดการณ์สำหรับปี 2564 ที่ 2.54% 

“คงต้องยอมรับว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้โจทย์เฉพาะหน้าของธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นการเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคงต้องปรับมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม เพราะลูกหนี้แต่ละรายมีปัญหาด้านรายได้และเงื่อนไขการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน ซึ่งแนวทางที่จะปรับใช้จะมุ่งเน้นที่การประเมินความสามารถในการชำระหนี้และปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบระยะยาว”

ขณะที่ลูกหนี้ในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและยังคงต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติมก็จะมีเม็ดเงินช่วยเหลือจากโครงการสินเชื่อฟื้นฟู ซึ่งน่าจะมีวงเงินเหลือสำหรับใช้ในปี 2565 ที่ประมาณ 115,000 ล้านบาท (ณ 13 ธ.ค. 2564 มีสินเชื่อที่อนุมัติแล้วประมาณ 134,900 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของวงเงินโครงการ) หรืออาจจะมีการโยกเม็ดเงินจากโครงการพักทรัพย์พักหนี้ที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 70,556 ล้านบาทมาบางส่วน (ธปท. เคยส่งสัญญาณว่าสามารถปรับมาตรการในส่วนนี้ได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์) สำหรับในส่วนของลูกหนี้รายย่อยนั้น ทางเลือกที่เปิดเพิ่มเติมในปีหน้าก็จะเป็นการรวมหนี้ ซึ่งสามารถรวมหนี้ข้ามสถาบันการเงินและ/หรือผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นได้

นอกจากนี้ คุณภาพสินเชื่อยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน เพราะมาตรการดูแลเพื่อสกัดความเสี่ยงจากโควิด-19 อาจส่งผลทำให้ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้อย่างเต็ม ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสถานการณ์ด้านรายได้และกระแสรายรับของภาคธุรกิจ ตลอดจนภาวะการมีงานทำของภาคครัวเรือน ให้ยังไม่กลับมาเป็นปกติเช่นกัน

ดังนั้นเท่ากับว่า แม้เศรษฐกิจในปี 2565 จะเริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ก็จะยังคงเห็นสินเชื่อด้อยคุณภาพทยอยขยับสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ (NPL ratio) จะขยับสูงขึ้นจากที่คาดว่าจะปิดสิ้นปี 2564 ที่ 3.20% ต่อสินเชื่อรวม ไปที่ 3.30% ต่อสินเชื่อรวมในปี 2565 (กรอบคาดการณ์ 3.20-3.50%) ซึ่งย้ำภาพการขยับขึ้นของ NPL ratio เป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน โดยคงต้องติดตามสัญญาณไหลเข้าของหนี้ด้อยคุณภาพในกลุ่มสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ตลอดจนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อมในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ขนส่งทางอากาศ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของกำลังซื้อภายในประเทศเป็นสำคัญ

แม้ประเด็นคุณภาพสินเชื่อจะยังคงอยู่ในวิสัยที่สถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการได้ แต่ผลกระทบจากโควิด-19 ที่ลากยาวและสร้างความเปราะบางให้กับลูกหนี้หลายกลุ่ม ทำให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องเตรียมรับมือและเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ในเชิงรุก ตั้งแต่ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยและทำการปรับโครงสร้างให้ลูกหนี้อย่างต่อเนื่องโดยใช้ช่วงจังหวะเวลาที่ในปี 2565 ยังคงได้รับอานิสงส์จากการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นหนี้ของธปท.อยู่

อย่างไรก็ดี มองว่า ธนาคารพาณิชย์จะยังให้น้ำหนักความสำคัญกับการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ตั้งสำรองฯ) โดยแม้ว่าระดับการตั้งสำรองฯ ในปี 2565 อาจจะผ่อนลงมาจากที่เร่งตั้งสำรองฯ ไปมากในช่วงรับมือกับโควิด-19 ในปี 2563-2564 แต่คงต้องยอมรับว่าการตั้งสำรองฯ ยังมีแนวโน้มอยู่ในกรอบที่สูงกว่าระดับการตั้งสำรองฯ ในภาวะปกติ เพื่อรองรับสถานการณ์หนี้เสียที่ยังต้องใช้เวลาในการแก้ไข โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ในปี 2565 จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.27% (กรอบคาดการณ์ 1.25-1.30%) ชะลอลงจากตัวเลขคาดการณ์สำหรับปี 2564 ที่ 1.40% แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 1.23% ในปี 2561-2562

ในช่วงรอยต่อระหว่างปี 2564-2565 จะเป็นช่วงที่เห็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และท่าทีที่มีต่อตลาดแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์และบริการเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินได้อย่างชัดเจน ซึ่งสถาบันการเงินและผู้เล่นอื่นๆ แต่ละรายก็จะมีแนวทางเพื่อเดินหน้ารุกตลาดในส่วนนี้ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการแยกตั้งบริษัทย่อย และ/หรือการจับมือกับพันธมิตรเพื่อเดินหน้าให้บริการทางการเงินในโลกดิจิทัล ซึ่งขอบเขตธุรกิจที่สถาบันการเงิน และ/หรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่ว่าจะมีสถาบันการเงินหรือบริษัทโฮลดิ้งเป็นบริษัทแม่ ก็จะยังคงทำได้ภายใต้การกำกับดูแลของธปท. ตามเดิม สำหรับบริการด้านสินเชื่อนั้น คาดว่า สีสันของตลาดสินเชื่อรายย่อยในปี 2565 ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล หรือ Digital P-loan  โดย ณ ขณะนี้ มีสถาบันการเงินและนอนแบงก์ที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ในปัจจุบันได้รับอนุญาตให้สามารถปล่อยสินเชื่อ Digital P-loan แล้ว  ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สถานการณ์การแข่งขันของ Digital P-loan เพื่อช่วงชิงฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดน่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นในช่วงหลังจากนี้ โดยคาดว่า ยอดคงค้างของ Digital P-loan มีโอกาสเติบโตขึ้นแตะระดับสูงกว่า 10,000 ล้านบาทได้ในปี 2565 จากยอดคงค้างที่ 2,087 ล้านบาทในเดือนต.ค. 2564

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News