HomeBusinessส่องงบแบงก์ไตรมาสแรก ธนาคาร ไหนทำกำไรสูงสุด?

ส่องงบแบงก์ไตรมาสแรก ธนาคาร ไหนทำกำไรสูงสุด?

ดัชนีหุ้น ธนาคาร วานนี้ (21 เม.ย.64) ปรับลง 0.31% ภายหลังประกาศงบไตรมาส 1/64 โดยคาดว่าเป็นแรงขายทำกำไรจากผลดำเนินงานที่ออกมาดีกว่าคาด (Sell on Fact) ที่ 46,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) แต่ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) นำโดย ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) คว้ากำไรสุทธิสูงสุดที่ 10,627 ล้านบาท แม้จะหดตัวลง 20% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 44% YoY

ถัดมา ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กำไรสุทธิ 10,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 103% QoQ และเพิ่มขึ้น 9% YoY และอันดับ 3 ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กำไรสุทธิ 6,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 189% QoQ สูงสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ แต่ลดลง 10% YoY

โดยธนาคารที่มีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนสูงสุด คือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG) เติบโต 759% จากไตรมาส 4/63 ที่มีกำไรสุทธิ 41.8 ล้านบาท จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (การตั้งสำรองหนี้) ที่ลดลง 38.3% ส่วน KBANK มีการเติบโตเมื่อเทียบ YoY สูงสุด 44% โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1,923 ล้านบาท

- Advertisement -

ขณะที่ SCB และ TISCO เป็นเพียง 2 แบงก์ที่มีการเติบโตทั้งเมื่อเทียบ QoQ และ YoY โดย SCB มีกำไรสุทธิ 10,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103% QoQ และเพิ่มขึ้น 9% YoY ส่วน TISCO กำไรสุทธิ 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% QoQ และเพิ่มขึ้น 19% YoY

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการปรับลงของ QoQ พบว่า KBANK กลับเป็นธนาคารที่กำไรลดลงที่สุดที่ติดลบ 20% เนื่องจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนลดลง 414 ล้านบาท จากความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงมีการตั้งสำรองในไตรมาสที่ผ่านมา 8,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,193% QoQ สูงสุดในกลุ่ม เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ที่แพร่ระบาดในวงกว้างช่วงปลายไตรมาส 1/64

ส่วนธนาคารที่กำไรลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบ YoY คือ LHFG เนื่องจากตัวเลขการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 46% รวมถึงปัจจัยการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน 62% และการลดลงของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน 222% (ตามมาตรการบัญชีใหม่)

ในส่วนของภาระการตั้งสำรองหนี้ พบว่า SCB มีมูลค่าการตั้งสำรองสูงสุด 10,008 ล้านบาท คิดเป็น 1.77% ของสินเชื่อรวม จากการประเมินภาพในอนาคตภายใต้มาตรฐานทางบัญชีใหม่ อีกทั้งเป็นการตั้งสำรองเพื่อรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่ถดถอยอย่างรุนแรงจากมุมมองของผู้บริหาร จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน

แต่หากพิจารณาในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ พบว่า BBL มีมูลค่าหนี้สูงสุด 108,470 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL) 3.7% ลดลงจาก ณ สิ้นปี 2563 ที่ 3.9%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด ระบุว่า กำไรไตรมาส 1/64 ของกลุ่มธนาคารออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะคาดการณ์เอาไว้อย่างมีนัยสำคัญ นำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ได้แก่ KBANK SCB และ BBL จากสาเหตุภาระการตั้งสำรองที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ถัดมาคือการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และรายได้จากตลาดทุนที่เพิ่มขึ้น

“การระบาดของโควิด-19 รอบใหม่เพิ่งเข้ามาในช่วงปลายเดือน มี.ค. ซึ่งตรงจุดนี้เองเราจึงยังไม่เห็นทุกธนาคารตั้งสำรองไว้ในงบไตรมาสแรก โดยคาดว่าอาจเป็นการประเมินดูสถานการณ์ก่อน แต่หากสถานการร์การระบาดยืดเยื้อต่อไป คาดว่าในไตรมาส 2/64 อาจเห็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นฉุดกำไร” นักวิเคราะห์ระบุ

อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าแนวโน้มกำไรทั้งปียังมีแนวโน้มเป็นไปตามคาดการณ์ว่าจะเติบโต 16% แตะ 1.56 แสนล้านบาท โดยไตรมาสแรกสามารถทำกำไรไปได้แล้ว 30% แม้ไตรมาส 2/64 จะท้าทายแต่เชื่อว่าภาระการตั้งสำรองทั้งปี 2564 เทียบกับปีก่อนจะเบาลง การกลับมาเปิดประเทศ และการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธนาคาร

“เราคงน้ำหนักกลุ่มธนาคาร ‘เท่ากับตลาด’ ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 โดยเลือกลงทุนธนาคารที่มีฐานะการเงินแกร่ง ได้แก่ TISCO ราคาเหมาะสม 102 บาท/หุ้น อัตราการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage Ratio) สูงสุดในกลุ่ม และสินเชื่อเกือบทั้งหมดมีหลักประกัน และมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ค่อนข้างสูงที่ 7.2% ในปี 2564 ถัดมา BBL ราคา 154 บาท/หุ้น ราคาปรับขึ้นช้ากว่ากลุ่ม โดยซื้อขายที่ราคาต่อมูลค่าบัญชี (PBV) เพียง 0.5 เท่า”

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 รอบใหม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย แต่คาดว่าคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์จะไม่แย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนลูกหนี้ที่ยังอยู่ในมาตรการช่วยเหลือประมาณ 14-15% ของสินเชื่อรวม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งไม่ว่าจะเกิดการระบาดรอบใหม่หรือไม่นั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังไม่เดินทางกลับมา

ดังนั้น คาดว่าความเสี่ยงในแง่ของหนี้เสียที่จะกดดันต่อเนื่องไปยังการตั้งสำรองของธนาคารมีค่อนข้างจำกัด โดยประเมินว่าในกรณีเลวร้าย NPL ของระบบธนาคารพาณิชย์จะพุ่งแตะ 4.5% ขณะที่มูลค่าการตั้งสำรองหนี้ของธนาคารในปัจจุบันสามารถรองรับหนี้เสียได้ที่ระดับสูงถึง 6%

อ่าน : โควิดรอบสาม พ่นพิษ เศรษฐกิจไทย ฉุดเชื่อมั่น-ท่องเที่ยว หั่นจีดีพี’64 เหลือ 1.8%

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News