HomeBusinessอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ? เมื่อจีนผ่อนคลายนโยบาย Zero COVID

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ? เมื่อจีนผ่อนคลายนโยบาย Zero COVID

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

หลังจาก 3 ปีที่ชาวจีนต้องเผชิญกับมาตรการ Lockdown ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดทางการจีนก็ได้ออกมาตรการผ่อนปรนนโยบาย Zero COVID ไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกการระดมตรวจหาเชื้อในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด การยกเลิกการแสดงผลตรวจหาเชื้อเมื่อเข้าใช้พื้นที่สาธารณะ หรือการให้ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะกักตัวที่บ้านเมื่อพบเชื้อแบบไม่มีอาการ โดยมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ต่อจากนี้จีนจะเดินหน้าไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่จะใช้ชีวิตร่วมกับ COVID-19 แต่ในช่วงระยะเวลา 3 – 6 เดือนต่อจากนี้ สิ่งที่จีนยังน่าจะต้องเผชิญก็คือ ความไม่แน่นอนหลังจากทำการเปิดเมือง ซึ่งก็ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่เคยมีประสบการณ์ในช่วงเริ่มแรกของการกลับมาเปิดเมือง นอกจากนี้ ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่าประเทศอื่น ๆ รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจโลก หากเกิดอะไรขึ้นกับประเทศจีน คำถามสำคัญที่ทั่วโลกอยากรู้ต่อจากนี้ก็คือ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศจีนต่อไป หลังจากมาตรการ Zero COVID ถูกผ่อนคลายลง

เมื่อไหร่ที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุด ?

- Advertisement -

หากดูจากทิศทางจำนวนผู้ติดเชื้อของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก หลังจากทำการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณหลังจากผ่านไป 3 – 4 สัปดาห์ ก่อนที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มกลับมาสู่ระดับปกติหลังจากนั้น หากอ้างอิงจากสำนักข่าว Bloomberg ที่ได้รายงานข่าว โดยใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายคน ก็ได้ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศจีนคงไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ราว 1 เดือนหลังจากนี้น่าจะเป็นช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุด

เรามีโอกาสที่จะเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง และการแพร่ระบาดจะกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นสู่เมืองต่าง ๆ หรือไม่ ?

เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ทำการผ่อนคลายมาตรการ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นและภาครัฐจะใช้ความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดอีกครั้ง อย่างไรก็ดี แต่ละพื้นที่ทั่วโลกใช้กฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ จำนวนการฉีดวัคซีนที่แต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน รวมถึงกฎเกณฑ์ในการควบคุมการเดินทางก็ไม่เท่ากัน ซึ่งนั่นจะเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นมากแค่ไหน ซึ่งถ้าจีนยังคงบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ออกมาใหม่ อย่างสม่ำเสมอและเร่งฉีดวัคซีนให้อยู่ในอัตราใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก การแพร่ระบาดก็น่าจะสามารถควบคุมได้ไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ

รัฐบาลจีนจะเตรียมรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร

ทางการจีนมีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี โดยมีการเตรียมการได้อย่างชาญฉลาดก่อนหน้านี้ เช่น การเตรียมการสร้างศูนย์ Healthcare ขึ้นใหม่เพื่อรองรับประชาชนที่มีอาการป่วยและเป็นการแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลที่อาจจะต้องรองรับประชาชนจำนวนมากหลังจากนี้ แต่สิ่งที่ทางการจีนจะรับมือได้ยากกว่าน่าจะเป็นทัศนคติที่มีต่อโรคของประชาชนหลังจากที่เผชิญต่อการเกรงกลัวของ COVID-19 มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ซึ่งการที่จะทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกตกใจกลัวเมื่อพบว่าติดเชื้อเป็นสิ่งที่ทางการจีนจะต้องเร่งทำต่อจากนี้

เราจะทราบสถานการณ์การแพร่ระบาดที่แท้จริงในจีนได้อย่างไร หากสื่อจากทางการนำเสนอข่าวแต่เพียงบางส่วน

คงเป็นไปได้ยากที่จะอาศัยสื่อของทางการในการติดตามข้อมูลข่าวสารแต่เพียงอย่างเดียว โดยหลังจากจีนผ่อนปรนนโยบาย Zero COVID จีนได้เลือกที่จะเปลี่ยนมารายงานเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีอาการเจ็บป่วย และยกเลิกการรายงานจำนวนติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ด้านจำนวนผู้เสียชีวิตถึงแม้ทางการจีนจะยืนยันว่าจะรายงานตัวเลขตามปกติ หากผู้เสียชีวิตมีผลตรวจหาเชื้อ COVID-19 เป็นบวก แต่เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว (ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2565) ที่จีนไม่ได้มีการรายงานผู้เสียชีวิต ซึ่งสื่อตะวันตกต่างก็รายงานข่าวโดยที่ตั้งข้อสงสัยว่า จีนได้มีการปิดบังตัวเลขที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งนักข่าวจากสำนักข่าว Bloomberg ได้ให้ข้อมูลว่า การรายงานข่าวในจีนต้องอาศัยแหล่งข่าวจากคนรู้จักที่อาศัยอยู่ในจีน ซึ่งมีทั้งเพื่อน ญาติ และบริษัทที่ Bloomberg มีความสัมพันธ์ รวมถึงการติดตาม Social Media ในจีน ซึ่งการติดตามข้อมูลข่าวสารจากจีนจำเป็นต้องอาศัยวิธีการที่สร้างสรรค์เหล่านี้ในการช่วยค้นหาข้อมูล

มีความเสี่ยงหรือไม่ที่การแพร่ระบาดในจีนจะทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่และแพร่กระจายไปทั่วโลก

นี่คงเป็นคำถามสำคัญที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตาดู เพราะมันอาจมีผลกระทบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ความเสี่ยงนี้คือความเสี่ยงที่มีอยู่จริง เพราะก่อนหน้านี้จำนวนผู้ติดเชื้อในจีนถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และถือเป็นความเสี่ยงที่จีนอาจยังไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่เหมือนในประเทศอื่น และด้วยจำนวนประชากรมหาศาลทำให้เริ่มมีงานวิจัยบางแห่งรายงานข่าวโดยตั้งข้อสมมติฐานว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ในจีนสูงถึง 1 ล้านคนในอนาคต นอกจากนี้ จากที่การแพร่ระบาดในจีนยังไม่สูงมากนักในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ยังไม่มีการกลายพันธุ์ในไวรัสที่มีการติดเชื้อในประชากรจีน ซึ่งความน่ากลัวที่สุดคือหากเกิดการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อาจจะมีการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น และหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเดิม โดยเราทุกคนคงต้องภาวนาให้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้น

นานเท่าไหร่การใช้ชีวิตในจีนจึงจะกลับมาเป็นปกติเหมือนกับในสหรัฐฯ ยุโรป หรือ สิงคโปร์

ในความเป็นจริงแล้วหากจำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดในช่วงไตรมาสแรกปี 2023 ตามที่คาดการณ์ ในช่วงฤดูร้อนจีนน่าจะทำการเปิดประเทศให้กับชาวต่างชาติมากขึ้น แต่น่าจะยังต้องใช้เวลาในการที่สายการบินระหว่างประเทศจะกลับมาบริหารจัดการให้มีเที่ยวบินเดินทางมายังจีนเหมือนในช่วงปกติ โดยที่อาจจะเป็นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปี 2023 แต่คาดว่าถ้าเป็นเฉพาะสถานการณ์ในจีนเองทุกอย่างน่าจะกลับมาเป็นปกติได้เร็วกว่า และถ้าหากทุกอย่างกลับมาเป็นปกติจริง ๆ นอกจากชาวจีนจะได้กลับมาชีวิตเป็นปกติแล้ว นักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีนน่าจะสามารถคาดหวังได้ว่าตลาดหุ้นจีนจะเริ่มฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ อย่างน้อยก็กลับไปสู่ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ Lockdown เมื่อช่วงต้นปี 2022 ที่ผ่านมา

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News