HomeBusinessดอกเบี้ยสหรัฐ ฯ VS ดอกเบี้ยไทย ประเทศไหนจะปรับลงก่อนกัน ?

ดอกเบี้ยสหรัฐ ฯ VS ดอกเบี้ยไทย ประเทศไหนจะปรับลงก่อนกัน ?



บทความโดยคุณสวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

- Advertisement -


หลังจากทั้งประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ในช่วงวัฏจักรของดอกเบี้ยขาขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2022 ในท้ายที่สุดดูเหมือนว่าดอกเบี้ยของทั้ง 2 ประเทศได้ผ่านจุดสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัฏจักรของการปรับลดดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย หรือคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Open Market Committee: FOMC) จะตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยก่อนกัน

โดยประเทศไทยเริ่มปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0.50% ในวันที่ 10 สิงหาคม 2022 สู่ระดับสูงสุดที่อัตราดอกเบี้ย 2.50% ในปัจจุบัน ซึ่ง กนง. คงอัตราดอกเบี้ยมาในช่วงการประชุม 2 ครั้งหลังสุด เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 และ เมื่อการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ส่วนคณะกรรมการ FOMC ของสหรัฐ ฯ เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0%-0.25% เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2022    สู่ระดับสูงสุดที่อัตรา 5.25%-5.50% ในปัจจุบัน โดย FOMC คงอัตราดอกเบี้ยมาต่อเนื่องในการประชุม 4 ครั้งหลังสุด คือ ในเดือน กันยายน 2023 , พฤศจิกายน 2023 , ธันวาคม 2023 และการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2024 ที่ผ่านมา

ซึ่งเมื่อดูจากการส่งสัญญาณผ่านการประชุมในครั้งท้าย ๆ ของทั้ง 2 ประเทศแล้วหากเปรียบเทียบกันอาจจะสามารถพูดได้ว่าประเทศไทยเราเองอาจจะมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยลงก่อนสหรัฐฯ อเมริกาด้วยซ้ำ เนื่องจากในการประชุมครั้งล่าสุดการโหวตของ กนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยมีกรรมการ 5 ท่านโหวตให้คงอัตราดอกเบี้ย และมีคณะกรรมการ 2 ท่านที่เริ่มโหวตสวนมติส่วนใหญ่ว่าสมควรปรับลดอัตราดอกเบี้ย ด้านทางฝั่ง FOMC ของสหรัฐ ฯ ยังคงมีมติเป็นเอกฉนท์จากคณะกรรมการทุกคนให้คงอัตราดอกเบี้ย

ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อที่ส่งผลสำคัญต่อการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทั้ง 2 ประเทศก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยเราเองมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงก่อนสหรัฐ ฯ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อของไทยในเดือนมกราคม 2024 ออกมาหดตัว -1.1% และยังถือเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ส่วนทางฝั่งสหรัฐ ฯ ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนมกราคม 2024 ยังคงออกมาขยายตัว 3.1% มากกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ และยังอยู่ห่างจากระดับเงินเฟ้อเป้าหมาย 2%ของ Fed นอกจากนี้ยังส่งผลให้มุมมองของตลาดที่ก่อนหน้านี้มั่นใจว่าดอกเบี้ยของสหรัฐ ฯ น่าจะเริ่มปรับลดลงในช่วงเดือนมีนาคม เปลี่ยนมามีมุมมองว่าจุดเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ฯ น่าจะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 4 ของปี

โดยในช่วงครึ่งปีแรกคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยเหลือการประชุมอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 10 เมษายน และ วันที่ 12 มิถุนายน ส่วนทางฝั่ง FOMC ของสหรัฐฯ เหลือการประชุมอีก 3 ครั้งในวันที่ 20 มีนาคม , วันที่ 1 พฤษภาคม และ วันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งหากเป็นไปตามที่ตลาดคาด ดอกเบี้ยของไทยอาจจะเริ่มลดในช่วงเดือนเมษายน และ ดอกเบี้ยของสหรัฐ ฯ อาจจะเริ่มลดลงในช่วงเดือนมิถุนายน หรือถ้า กนง.ยังคงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 1 ครั้ง ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่ ทั้งไทยและสหรัฐฯ จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในวันเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย

และหากเชื่อมโยงทิศทางดอกเบี้ยของทั้ง 2 ประเทศมาที่การลงทุน การที่อัตราดอกเบี้ยของไทยมีโอกาสปรับลดลงหลังจากนี้ ทำให้ถือเป็นโอกาสอันดีในช่วงสุดท้ายที่นักลงทุนจะตัดสินใจเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมในระดับความเสี่ยงที่ต่ำ อาทิ กองทุนประเภท Term Fund ซึ่งมีนโยบายลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ภาครัฐฯ โดยนอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วงสุดท้ายของวัฏจักรรอบนี้แล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนหรือหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงกว่าอีกด้วย

ส่วนทางฝั่งสหรัฐ ฯ สิ่งที่น่าสนใจคือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ โดยในช่วงปลายปี 2023 ในช่วงที่ตลาดมีความมั่นใจว่าดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะเริ่มปรับลดในเดือนมีนาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีลดลงมาอยู่ที่ราว 3.8% แต่ ณ ปัจจุบันที่ตลาดเปลี่ยนมุมมองการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ฯ มาเป็นเดือนมิถุนายน  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราว 4.2% และหลังจากนี้โอกาสที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ อายุ 10 ปีจะปรับเพิ่มสูงขึ้นถือว่าค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตัวเลข 4.2% ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนมุมมองการปรับลดดอกเบี้ยที่ช้าลง รวมไปถึงตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ฯ ล่าสุดในเดือนมกราคมที่ออกมามากกว่าคาดไปแล้ว ดังนั้นถือเป็นโอกาสที่ดีในช่วงสุดท้ายเช่นเดียวกันกับการเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ของสหรัฐ ฯ ที่ราคามักจะแปรผกผันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ ส่วนเมื่อถึงช่วงครึ่งปีหลังที่อัตราดอกเบี้ยของทั้งไทยและสหรัฐ ฯ เริ่มปรับลดลงจริง ๆ อาจจะถึงเวลาในการกลับมาของสินทรัพย์เสี่ยงชนิดต่าง ๆ ที่ได้รับแรงกดดันมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงมาอย่างยาวนานกว่า 2 ปี อาทิ หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (กลุ่ม Growth) และกลุ่มกองทุน REITs นั่นเอง

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News