HomeBusinessการเลิกจ้างพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ...กำลังบอกอะไรเราบ้าง

การเลิกจ้างพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ …กำลังบอกอะไรเราบ้าง

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™

Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

                ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าตลาดแรงงานในสหรัฐฯ จะเกิดความผันผวนขึ้นอย่างหนัก โดยในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดนายจ้างบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นต้องประกาศเลิกจ้างพนักงาน จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้น อำนาจการตัดสินใจดูเหมือนจะกลับไปที่ฝ่ายลูกจ้าง ที่กระแสการลาออกครั้งใหญ่ หรือ The Great Resignation หลังจากพนักงานจำนวนมากไม่ต้องการกลับไปทำงานหลังการเปิดเมือง ส่งผลให้นายจ้างต้องเพิ่มค่าแรงเพื่อดึงดูดให้ผู้คนเหล่านั้นตัดสินใจกลับมาทำงานอีกครั้ง

- Advertisement -

                อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา เหตุการณ์ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มพลิกผันอีกครั้ง โดยหลายบริษัทที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างมากเกินความจำเป็นในช่วงปี 2020 – 2021 รวมถึงผลกระทบจากทิศทางสภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ทำให้เริ่มเกิดการยกเลิกการจ้างงานขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ในปี 2022 ที่ผ่านมามีการปรับลดพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 649% เมื่อเทียบกับในปี 2021 โดยจำนวนพนักงานที่ถูกปลดรวมสูงถึง 97,171 ราย ซึ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตฟองสบู่ในกลุ่มเทคโนโลยี Dot-com Bubble เมื่อปี 2000 เป็นต้นมา

                และในปี 2023 นี้ เพียงแค่เดือนแรกของปี หลายบริษัทเทคโนโลยียังคงประกาศแผนปรับลดพนักงานเพิ่มเติม ทั้ง Amazon ที่เตรียมเลิกจ้างพนักงานจำนวนกว่า 18,000 ราย และล่าสุด Microsoft อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีก็ได้ประกาศแผนเลิกจ้างพนักงานกว่า 10,000 ราย ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อรวมกับบริษัทที่ก่อนหน้านี้ที่ได้มีการประกาศเลิกจ้างพนักงานไปแล้วมีถึงเกินกว่า 20 บริษัทที่ประกาศลดพนักงานลงอย่างน้อย 10% หรือมากกว่าเมื่อคิดจากจำนวนพนักงานทั้งหมด

                โดยในบางกรณีผู้บริหารของบริษัทยอมรับว่า เป็นเพราะประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ผิดพลาด ยกตัวอย่าง เช่น Mark Zuckerberg CEO ของ Meta กล่าวว่า เป็นความผิดพลาดของตัวเขาเองที่คาดการณ์ว่า รายได้ที่มาจากช่วงที่บริษัทได้รับประโยชน์จากช่วงเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดจะเป็นรายได้ที่จะเข้ามาอย่างสม่ำเสมอและถาวร หรือ John และ Patrick Collinson CEO ของบริษัทรับชำระเงิน Stripe Inc. ก็ยอมรับว่าเป็นเพราะมองโลกในแง่ดีเกินไปและไม่คิดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และอัตราดอกเบี้ย จะออกมาเลวร้ายกว่าที่คาด

                ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า การเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากของบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อาจจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากที่อาจลุกลามบานปลายไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ หากสภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ และบริษัทเทคโนโลยีบางบริษัทจ้างงานเพิ่มขึ้นล่วงหน้าเกินกว่าความจำเป็นไปถึงราวระยะเวลา 2 ปี โดยที่การเลิกจ้างจำนวนมากบางทีอาจเป็นการทำเพื่อให้ผลกระทบที่มาจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้บริหารดูรุนแรงลดน้อยลง เช่น กรณีของบริษัท Peloton ผู้ให้บริการฟิตเนสแบบออนไลน์ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 6,500 ตำแหน่งในช่วงปีแรกของเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาด เนื่องจากบริษัทได้รับประโยชน์จากมาตรการ Lockdown ที่ยิมทุกแห่งถูกสั่งให้ปิดบริการ แต่ในช่วง 12 เดือนต่อมา บริษัทกลับสั่งปลดพนักงานถึง 3,000 ราย และตามมาด้วยการตัดสินใจลาออกของ CEO ที่ทำหน้าที่บริหารบริษัท

                แม้กระทั่ง Mark Zuckerberg เองที่ได้ยอมรับเรื่องการประเมินรายได้ของบริษัทผิด แต่ก็ยังไม่ได้ยอมรับว่าการตัดสินใจใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เพื่อลงทุนใน Metaverse ที่ในปัจจุบันผู้ใช้บริการ Horizon Worlds โลก Metaverse ที่ Meta คาดหวังจะดึงดูดผู้ใช้จำนวนมหาศาลกลับมีผู้ใช้งานรายเดือนราว 200,000 รายเท่านั้น ซึ่งการลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความจำเป็นที่บริษัทต้องประกาศเลิกจ้างพนักงานในเวลาต่อมา

                หรือบริษัท Saleforce Inc. ที่ตัดสินใจใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลกว่า 27,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อบริษัท Slack Technologies แต่ต่อมาได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานกว่า 8,000 ราย และสาเหตุในการเลิกจ้างส่วนนึงก็เป็นเพราะได้ใช้เงินจำนวนมากในการลงทุนซื้อกิจการเช่นกัน

                นอกจากนี้ หลายบริษัทที่ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานไปแล้ว ก็ได้มีความพยายามทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เช่น การเสนอผลประโยชน์ให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง เช่น การมอบเงินชดเชยเป็นค่าจ้าง 14 สัปดาห์ การยังคงให้สวัสดิการรักษาพยาบาลไปอีก 6 เดือน หลังการสิ้นสุดเป็นพนักงาน หรือยังคงให้พนักงานมีโอกาสได้รับโบนัสที่จ่ายในปี 2022 และบางบริษัทยังได้ประกาศว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มในบางตำแหน่งที่จำเป็น เช่น วิศวกร หรือ ตำแหน่งอื่น ๆ ที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะทาง ซึ่งการประกาศดังกล่าวน่าจะเป็นเพราะต้องการทำให้ผู้ลงทุนยังมั่นใจว่าบริษัทยังจะมีทิศทางในการเติบโตไปข้างหน้า ไม่ได้หยุดการพัฒนา ถึงแม้จะมีการเลิกจ้างพนักงานบางส่วนไป

                สำหรับราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีที่มีการประกาศเลิกจ้างพนักงาน ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต่างกัน บางบริษัทราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนมองว่าเป็นการลดค่าใช้จ่ายของบริษัท แต่บางบริษัทราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง เพราะมองว่าการปรับลดพนักงานเป็นผลสืบเนื่องมาจากธุรกิจของบริษัทจะมีรายได้เติบโตในทิศทางที่ชะลอลง

                สำหรับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ รายเดียวที่ยังไม่มีการปะกาศเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากเหมือนบริษัทอื่น ก็คือ Apple ที่ประกาศเพียงว่าจะลดการจ้างงานเพิ่มและควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัทเท่านั้น โดยหลังจากนี้คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า Apple พี่ใหญ่ในกลุ่มเทคจะยังคงรักษาความแข็งแกร่งของบริษัทโดยที่ไม่มีการประกาศเลิกจ้างงานได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากแม้กระทั่ง Apple ยังมีความจำเป็นต้องประกาศเลิกจ้างพนักงานจริง ๆ คงเป็นเครื่องสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเกิดการถดถอยมากเพียงใดในปีนี้

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News