Home Business Auto เหตุผลที่ 'เมอร์เซเดส-เบนซ์' เสียแชมป์ตลาดรถพรีเมี่ยมครั้งแรกในรอบ 20 ปี

เหตุผลที่ ‘เมอร์เซเดส-เบนซ์’ เสียแชมป์ตลาดรถพรีเมี่ยมครั้งแรกในรอบ 20 ปี

กว่า 20 ปีที่ บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) ครองแชมป์ในตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยจนกระทั่งในปี 2563 ที่ผ่านมานับเป็นครั้งแรกที่เสียตำแหน่งดังกล่าวไป สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุอะไรที่ทำให้เป็นเช่นนั้น

โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังในการสัมภาษณ์พิเศษว่า ในช่วงต้นปี 2563 ที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นครั้งแรกในโลก เรามองว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมลากยาวไป 3-5 ปี ซึ่งสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

- Advertisement -

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญเกิดจากการเดินทางของวิศวกรผู้ควบคุมการผลิตรถยนต์ในกลุ่มคอมแพกต์คาร์ได้แก่ Mercedes-Benz A-Class และ Mercedes-Benz GLA ล่าช้าไปกว่า 6-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดขายระดับหลักพันคัน ส่งผลต่อการเปิดตัวสินค้าในกลุ่มดังกล่าวล่าช้าออกไป

ขณะที่ บริษัทปิดตัวเลขยอดขายปี 2563 อยู่ที่ 10,613 คัน ลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยได้มีการพูดคุยกับบริษัทแม่ที่ประเทศเยอรมนีและผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ภายใต้ปัจจัยผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

สำหรับในปี 2564 กลยุทธ์ทางการตลาดในปีนี้จึงยังคงดำเนินการไปตามปกติ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ลงสู่ตลาด โดยมองว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมมีสัญญาณบวก แต่คงยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่าตลาดจะสามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ในระดับปี 2562 เช่นเดียวกับยอดขายของบริษัทเช่นกัน 

ตลอด 20 ปี ถือเป็นเรื่องประหลาดที่บริษัทที่ขายของแพงที่สุดกลับมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด และหากย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา เราก็เชื่อว่าเราทำสิ่งที่ถูกด้วยการเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้อยู่รอดได้อย่างดีในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โรลันด์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เราทำนั้นถือว่าไม่พลาดแต่สิ่งที่เราพลาดคือความคาดหวังของตลาดที่เราไม่มีสินค้ามารองรับความต้องการ ข้อดีก็คือจำนวนสต็อกรถที่ดีลเลอร์ต่ำมากในช่วงนี้ ซึ่งพอเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ กลับกลายเป็นผลดีต่อการทำตลาดของตัวแทนจำหน่ายของเราในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ปี 2564 บริษัทมีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของบริษัทวางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบการจ่ายเงินแบบออนไลน์เต็มรูปแบบ (Online Payment) เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต โดยสอดคล้องกับแผนที่จะไม่มีการขยายดีลเลอร์รายใหม่เพิ่มเติม แต่ก็จะไม่มีการปิดดีลเลอร์รายเดิมเช่นกันแต่จะปรับมาให้บริการในรูปแบบของออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องมีทั้งออนไลน์และออฟไลน์อยู่ โดยการซื้อรถยนต์แบบออนไลน์จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 25% ใน 4-5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ด้านแผนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยของ เมอร์เซเดสเบนซ์ โรลันด์ ยืนยันว่า จะมีการจำหน่ายและประกอบในประเทศไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทได้มีการลงทุนก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และได้มีการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่จะไม่เกิดขึ้นในนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่จำเป็นที่จะต้องใช้เวลา และยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีการทำตลาดรถรุ่นใดในอนาคต

มันคงเป็นการง่ายมากสำหรับเรา หากจะนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดแบบสำเร็จรูป แต่เรามองไปที่ความยั่งยืนของการทำตลาด จึงอยากใช้สายการผลิตในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือสาเหตุที่พวกคุณจะไม่ได้เห็นรถไฟฟ้าของพวกเราอย่างแน่นอนในปีนี้

ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว Mercedes-Benz The new E-Class กับ ทางเลือกใหม่ ได้แก่ E 300 e Avantgarde, E 220 d AMG Sport และ E 300 e AMG Dynamic โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ได้แก่ 

  1. เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง สูบขนาด 1,991 ซีซี ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบ ปลั๊กอิน ไฮบริด เจเนอเรชันที่ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 5.7 วินาที
  2. เครื่องยนต์ดีเซล สูบขนาด 1,950 ซีซีพร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ มาตรฐาน EURO6 ให้พละกำลัง 194 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 7.3 วินาที โดยมาพร้อม ระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยประหยัดน้ำมันได้ 6.5%  

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของชุดแต่ง AMG Body styling ที่มีการปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED และไฟท้ายแบบ Full-LED ที่ออกแบบให้เข้ากันกับกันชนท้ายและฝากระโปรงท้ายดีไซน์ใหม่ และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วจาก AMG นอกจากนี้ยังมาพร้อมหลังคาแก้วแบบ Panoramic Sunroof ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า 

ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่หรูหราและสะดวกสบาย ภายใต้การออกแบบที่เติมเต็มความสปอร์ตกับชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตใหม่แบบ 3 ก้านท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control เบาะนั่งแบบสปอร์ตเพิ่มความกระชับ พร้อมคอนโซลหุ้มด้วยหนัง ARTICO ตลอดทั้งคัน ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® surround sound system พร้อมลำโพงจำนวน 13 ตำแหน่ง 

Mercedes-Benz The new E-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนช่องจราจรแบบ Blind Spot Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนเปิดประตูแบบ Exit Warning ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินแบบ Active Brake Assist ระบบช่วยเหลือก่อนเกิดอุบัติเหตุ PRE-SAFE® เซ็นเซอร์รอบคันจำนวน 12 จุด แบบ PARKTRONIC พร้อมระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบ Active Parking Assist และกล้องแสดงภาพรอบคันแบบ 360 องศา 

Mercedes-Benz The new E-Class พร้อมผสานทุกการควบคุมเข้าด้วยกันผ่านระบบ MBUX รุ่นล่าสุดที่แสดงผลผ่านหน้าจอแบบ Digital Widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้วจำนวน หน้าจอ รวมถึงฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถยนต์ E-Class ทุกรุ่น โดยเฉพาะฟังก์ชันการติดต่อสื่อสารกับศูนย์บริการได้โดยตรงทั้งการสั่งงานผ่านหน้าจอรถยนต์ หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถสามารถควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย 

Mercedes-Benz The new E-Class มีวางจำหน่าย รุ่น ได้แก่ 

  • Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde ราคา 3,190,000 บาท
  • Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport ราคา 3,540,000 บาท 
  • Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic ราคา 3,770,000 บาท 

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News