ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังถูกจับตาว่าอาจกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์และสถาบันการเงินรายใหญ่พลิกคาดการณ์นโยบายการเงินอย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจล่าสุดของ Reuters ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นสู่กรอบ 3.75–4.00% และอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2570
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็ว เพราะผลสำรวจ Reuters ระหว่างวันที่ 4–9 กันยายนที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน และอาจตรึงดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569
เงินเฟ้อ–น้ำมัน ดัน Fed กลับสู่โหมดเข้มงวด
ปัจจัยสำคัญมาจากข้อมูลเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% ประกอบกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ Fed นานกว่าที่คาดกลับมาอีกครั้ง
ราคาน้ำมันที่พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดประเมินว่า Fed อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
สถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่ง รวมถึง Goldman Sachs, JPMorgan, HSBC และ Deutsche Bank ต่างปรับประมาณการมาคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดลดความเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
Bond Yield สหรัฐฯ ทะลุ 5%
แรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตลาดดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งเหนือระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และแนวโน้มดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น
ระดับ Bond Yield ที่สูงขึ้นมีความสำคัญต่อสินทรัพย์ทั่วโลก เพราะทำให้พันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมตั้งแต่สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปจนถึงต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ
สำหรับตลาดโลก สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้หรือไม่ แต่คือการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นเพียงครั้งเดียว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินดอลลาร์ ตลาดหุ้น ทองคำ และกระแสเงินทุนทั่วโลกในช่วงต่อจากนี้

