HomeBusinessส่องคอนโดฯ ไทยสายตาต่างชาติ ทำเลเด่นยังเป็น สุขุมวิท-สาทร-อโศก

ส่องคอนโดฯ ไทยสายตาต่างชาติ ทำเลเด่นยังเป็น สุขุมวิท-สาทร-อโศก

นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯได้ประเมินทิศทางตลาดคอนโดมิเนียมไทยในอนาคตยังมีโอกาสเติบโต หากประเทศไทยสามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกครั้ง เพราะคอนโดฯไทยจะได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อต่างชาติไปด้วย โดยคาดว่าพื้นที่ที่ยังได้รับความสนใจยังอยู่กรุงเทพฯและปริมณฑล ในย่านสุขุมวิท สาทร อโศก รัชดา และพระราม 9 จะได้รับประโยชน์จากการกลับมาของกำลังซื้อต่างชาติ เนื่องจากเป็นทำเลมีความอุดมสมบูรณ์ในเชิงอสังหาริมทรัพย์ เหมาะกับชาวต่างชาติ มีทั้งรถไฟฟ้าสะดวกต่อการเดินทาง

นอกจากนี้ยังมีสถานที่และแหล่งชุมชนเฉพาะกลุ่มอยู่ในพื้นที่คอนโดฯย่านนี้ จึงมีโอกาสได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกูเกิ้ล เทรนด์ในหมวดอสังหาฯ ระบุว่าอสังหาฯ ในสุขุมวิท สาทร อโศก ถูกค้นหาจากทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากชาวญี่ปุ่นเนื่องจากทำเลพื้นที่นี้มีร้านค้า และชุมชนญี่ปุ่นกระจายอยู่ในพื้นที่

ส่วนทำเลที่ถูกค้นหารองลงมาคือ รัชดา และพระราม 9 ซึ่งเป็นทำเลยอดนิยมของชาวจีน เนื่องจากทำเลนี้มีชุมชนชาวจีนอย่างไชน่าทาวน์ห้วยขวาง และสถานทูตจีน ขณะที่รอบนอกตัวเมืองอย่างทำเลรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เช่น รามคำแหง รามอินทรา อุดมสุข-แบริ่ง และบางซื่อพบว่ายังไม่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเท่าใดนัก

- Advertisement -

สำหรับต่างจังหวัด คาดว่าคอนโดฯ ในชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และประจวบฯ จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากการกลับมาของกำลังซื้อต่างชาติ เนื่องจากทั้ง 4 จังหวัดต่างเป็นจังหวัดที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยว คอนโดฯ ในพื้นที่จึงเป็นที่ต้องการตามไปด้วย จากข้อมูลความต้องการเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีเพิ่มขึ้น 16-35% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดต่างจังหวัดที่ 10% อยู่มาก และมูลค่าตลาดที่สูงจากยอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ของชาวต่างชาติที่ปีละ 530-9,300 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดต่างจังหวัดที่ปีละ 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้คอนโดฯไทยจะยังอยู่ในความสนใจ แต่กำลังซื้อจากต่างชาติจะสามารถกลับมาได้เร็วหรือไม่ยังคงเป็นคำถามสำคัญ เนื่องจากคอนโดฯ จัดเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง ผู้ซื้อจึงต้องอาศัยข้อมูล และใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจที่นานกว่าปกติ ผู้ซื้อส่วนใหญ่จึงต้องการเดินทางเข้ามาชมทำเล หรือโครงการจริงในไทยก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบันที่การเดินทางระหว่างประเทศถูกจำกัดจากการระบาดของโควิด-19 จึงคาดว่ากว่าที่ตลาดคอนโดฯ ไทยจะทยอยได้รับประโยชน์จากการกลับมาจากกำลังซื้อต่างชาตินั้นอาจต้องรอนานถึงครึ่งหลังของปี 2565 เมื่อไทยสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกครั้ง

สำหรับการคำนวณคะแนนความน่าสนใจของคอนโดฯ ใน 6 ประเทศที่ชาวจีนนิยมซื้อ (ออสเตรเลีย ไทย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา และสิงคโปร์) ประเมินจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) ราคาอสังหาฯ เข้าถึงง่าย 2) คนในประเทศคุ้นชินกับชาวจีน 3) คุณภาพของสาธารณสุข และ 4) ผลตอบแทนจากการลงทุน โดยประเทศที่มีความโดดเด่นที่สุดจะได้รับคะแนนในปัจจัยนั้น ๆ ที่ 5 คะแนน รองลงมาที่ 4, 3 และ 2 คะแนน ขณะที่ 2 ประเทศสุดท้ายจะได้คะแนนเท่ากันที่ 1 คะแนน จากนั้นจึงนำคะแนนมารวมกันโดยให้น้ำหนักในแต่ละปัจจัยที่ 25% เพื่อนำมา เปรียบเทียบว่าคอนโดฯ ในไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่? และยังเป็นที่น่าสนใจของชาวจีนอยู่หรือไม่?

ปัจจัยที่ 1: ราคาอสังหาฯ เข้าถึงได้ง่าย (น้ำหนัก 25%) ประเมินจาก ราคาคอนโดฯ 35 ตร.ม. ในเมืองที่ชาวจีนนิยมซื้อในแต่ละประเทศ ประกอบด้วย เมลเบิร์น และซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) กรุงเทพฯ (ไทย) ซีแอตเทิล และลอสแอนเจลิส (สหรัฐฯ) โทรอนโต และแวนคูเวอร์ (แคนาดา) ลอนดอนและแมนเซสเตอร์ (สหราชอาณาจักร) และสิงคโปร์ สำหรับปัจจัยนี้ พบว่าคอนโดฯ ในไทยมีราคาเข้าถึงได้ง่ายสุดที่ 6.1 ล้านบาท (คะแนน 5) รองลงมาคือ สหรัฐฯ ที่ 9 ล้านบาท (คะแนน 4) ออสเตรเลีย 10.2 ล้านบาท (คะแนน 3) แคนาดา 10.5 ล้านบาท (คะแนน 2) และสุดท้ายคือ สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ที่ 12 และ 20 ล้านบาท ตามลำดับ (คะแนนเท่ากันที่ 1)

ปัจจัยที่ 2: คนในประเทศมีความคุ้นชินกับชาวจีน (น้ำหนัก 25%) โดยเราพบว่าไทย และสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในปัจจัยด้านนี้มากที่สุด สะท้อนจาก 1) สัดส่วนของคนเชื้อสายจีนต่อประชากร และ 2) สัดส่วนของนักท่องเที่ยวจีนต่อนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เคยรับในปี 2019 ทั้งของไทยที่สูงถึง 10% และ 27.9% (คะแนน 4.5) และของสิงคโปร์ที่ 50% และ 19% (คะแนน 4) รองลงมาได้แก่ออสเตรเลียที่มีสัดส่วนของ 2 ตัวชี้วัดดังกล่าวในระดับกลางที่ 5.5% และ 24.6% (คะแนน 3.5) ขณะที่ สหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักรเป็น 3 ประเทศมีสัดส่วนของทั้ง 2 ตัวชี้วัดอยู่ในระดับต่ำจึงมีแนวโน้มว่าประชากรในประเทศอาจมีความคุ้นชินกับชาวจีนไม่สูงนัก (คะแนน 1.5, 1.5 และ 1 ตามลำดับ)

ปัจจัยที่ 3: คุณภาพของ Health Care (น้ำหนัก 25%) วัดจากอันดับ Health Care Index ที่จัดโดย CEOWORLD magazine ซึ่งประเมินจากปัจจัยย่อยหลายด้าน อาทิ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ และคุณภาพของบุคลากรเป็นต้น โดยสำหรับปัจจัยนี้ พบว่าจากทั้งหมด 6 ประเทศ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มี Health Care Index อยู่ในอันดับสูงที่สุดที่อันดับ 6 (คะแนน 5) รองลงมา ได้แก่ สหราชอาณาจักร ไทย และแคนาดา โดยมีสิงคโปร์ และสหรัฐฯ เป็น 2 ประเทศที่มีอันดับต่ำสุดที่ 24 และ 30 ตามลำดับ (คะแนน 1) เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

ปัจจัยที่ 4: ผลตอบแทนจากการลงทุน (น้ำหนัก 25%) ประเมินจาก ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าคอนโดฯ (Rental Yield) ของเมืองที่ชาวจีนนิยมในแต่ละประเทศ พบว่าคอนโดฯ ในสหรัฐฯ มี Rental Yield สูงสุดที่ 8% (คะแนน 5) รองลงมาได้แก่ แคนาดา 4.7% (คะแนน 4) ออสเตรเลีย 4.3% (คะแนน 3) และสหราชอาณาจักร 3.7% (คะแนน 2) โดยมี ไทย และสิงคโปร์ เป็น 2 ประเทศที่มี Rental Yield ต่ำสุดที่ 3.2% และ 2.4% (คะแนน 1)

สรุปคะแนนรวม: เมื่อ คิดคะแนนเฉลี่ยจากทั้ง 4 ปัจจัย เราพบว่าประเทศที่มีคะแนนสูงคือออสเตรเลียที่ 3.6 คะแนน รองลงมาได้แก่ไทยที่ 3.4 คะแนน และสหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร ที่ 2.9 2.4 และ 2.0 คะแนน โดยมี สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีคะแนนอยู่ในอันดับต่ำสุดที่ 1.8 คะแนน สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองผู้ซื้อชาวจีนแล้ว คอนโดฯ ในไทยน่าจะมีความน่าสนใจเป็นอันดับที่ 2 โดยเป็นรองเพียงคอนโดฯ ในออสเตรเลียเท่านั้น

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News