บีโอไอเตรียมปรับเกณฑ์คัดกรองโครงการ Data Center ให้เข้มข้นขึ้น หลัง ครม. เห็นชอบตั้งคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ มุ่งคัดโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศ พร้อมดูแลการใช้ไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม
บีโอไอเดินหน้าทบทวนเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน Data Center หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับการคัดกรองโครงการให้เข้มข้นขึ้น ทั้งด้านความคุ้มค่า ประโยชน์ต่อประเทศ การใช้พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า ภายใต้ระเบียบใหม่นี้ จะมีคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเลขาธิการบีโอไอร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางการอนุมัติ อนุญาต รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Data Center
บีโอไอจึงเตรียมทบทวนกรอบการพิจารณาโครงการ Data Center ให้สอดคล้องกับทิศทางของคณะกรรมการนโยบายฯ โดยจะไม่พิจารณาเพียงมูลค่าการลงทุน แต่ต้องดูว่าโครงการดังกล่าวสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาบุคลากรไทย การเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับระบบนิเวศ AI ของไทย
ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุน Data Center เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับบริการ Cloud การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบการเงินดิจิทัล โรงงานอัจฉริยะ บริการภาครัฐ รวมถึงการพัฒนา AI ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของ Data Center ก็นำมาซึ่งข้อกังวลสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคำถามว่าไทยจะได้รับประโยชน์จริงมากน้อยเพียงใดจากการลงทุนเหล่านี้
นายนฤตม์ระบุว่า โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างการปฏิเสธ Data Center ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่าไทยต้องการ Data Center แบบใด และโครงการเหล่านี้ต้องสร้างประโยชน์ให้ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับสถานะการลงทุนล่าสุด บีโอไอระบุว่า ระหว่างปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มีกำลังประมวลผล หรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และมีเงินลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาจากบริษัทแม่หรือผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุด พบว่านักลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเป็นกลุ่มบริษัทไทยมากที่สุด 15 โครงการ ตามด้วยจีน 10 โครงการ สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ ญี่ปุ่น 2 โครงการ มาเลเซีย–ฮ่องกง 1 โครงการ และนักลงทุนสัญชาติอื่นอีก 5 โครงการ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส
ทั้งนี้ บีโอไอยืนยันว่าไม่มีคำขอรับการส่งเสริม Data Center รายใหม่เข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569
ในระยะต่อไป บีโอไอจะยกระดับการพิจารณาโครงการอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ ได้แก่
- ประโยชน์ต่อประเทศไทย
โครงการต้องสร้างการจ้างงานทักษะสูง พัฒนาบุคลากรไทย เชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ สนับสนุน SMEs และช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึง Cloud, Computing Power และเครื่องมือ AI ได้มากขึ้น - ความพร้อมด้านพลังงาน
ต้องพิจารณากำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยล่าสุด กพช. เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center เพื่อกำหนดค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ทั่วไป และให้มีหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า - การใช้ทรัพยากรน้ำ
ต้องประเมินแหล่งน้ำ ระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงแนวทางไม่ให้กระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่ - ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ต้องพิจารณาเรื่องผังเมือง ความร้อน เสียง น้ำเสีย อัคคีภัย มลพิษ และผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของโครงการ
นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ หรือ Power Map และแผนที่ระบบน้ำและชลประทาน หรือ Water Map เพื่อใช้วางแผนพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน Data Center ในอนาคต
บีโอไอยังระบุว่า การลงทุน Data Center มีโอกาสเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศมากขึ้น เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตอุปกรณ์สำคัญหลายประเภท เช่น Hard Disk Drive, AI Server, Optical Transceiver, PCB, ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์เครือข่าย โดยมีบริษัทชั้นนำเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้วหลายราย
บีโอไอย้ำว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ แต่การส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไปต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความพร้อม และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ พร้อมสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทย คนไทย ผู้ประกอบการไทย และระบบนิเวศ AI ของประเทศอย่างแท้จริง

