HomeBusinessเปิดรายงานนโยบายการเงิน จับตาโอมิครอน หวั่นฉุดรั้งเศรษฐกิจฟื้น

เปิดรายงานนโยบายการเงิน จับตาโอมิครอน หวั่นฉุดรั้งเศรษฐกิจฟื้น

“ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)” หรือแบงก์ชาติ ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน โดยระบุ ในช่วงระยะข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง ต้องติดตามการระบาดของโควิดโอมิครอน ซึ่งอาจกระทบเป็นวงกว้าง รุนแรง หรือยืดเยื้อ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์และความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการระบาด , ความเชื่อมั่นของประชาชนและธุรกิจ ท่ามกลางการระบาดหลายระลอกและปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง , ความต่อเนื่องและเพียงพอของมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่อาจยืดเยื้อกดดันธุรกิจในภาคการผลิตและการส่งออก

คณะกรรมการฯ เห็นว่า การเตรียมความพร้อมและประสานมาตรการภาครัฐเพื่อดูแลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่สะดุดลงเป็นประเด็นที่สำคัญ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูงจากหลายปัจจัย เช่น (1) ความยืดเยื้อของการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (2) ความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่จะทยอยหมดลง และ (3) การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานโลกหากราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการฯ จะติดตามและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังให้ความสำคัญกับการเร่งผลักดันมาตรการรวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ (debt consolidation) และมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน (มาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 ก.ย. 64) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง (debt overhang) ได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรม เป็นการลดทอนความเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางได้

- Advertisement -

สำหรับเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 0.9 ในปี 2564 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 ที่ร้อยละ 3.4 และ 4.7 ตามลำดับ โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ในกรณีฐานคาดว่าจะยังไม่กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยืดเยื้อกว่าคาดได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพร่ระบาดและความเข้มงวดของมาตรการควบคุม

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางขยายตัวได้ต่อเนื่องในกรณีฐาน โดยการระบาดของสายพันธุ์ Omicron จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและการส่งออกสินค้าในช่วงแรกของปี2565 โดยข้อสมมติในกรณีฐานประเมินว่าแม้การแพร่ระบาดของสายพันธุ์ Omicron จะมีอัตราการแพร่เชื้อสูงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า

แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนในปัจจุบันช่วยลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น จึงคาดว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการควบคุมการระบาดเฉพาะพื้นที่และปิดการลงทะเบียนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่กักตัว (Test & Go) เพียงชั่วคราว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากเดิมประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวในอัตราเร่งขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ดังนั้น ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจ และช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดได้ในช่วงต้นปี2566

สำหรับกรณีเลวร้าย มีข้อสมมติว่าสถานการณ์ระบาดของสายพันธุ์ Omicron จะขยายวงกว้างแม้จะมีการเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อขีดจำกัด ด้านสาธารณสุขในบางพื้นที่และส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการระบาดขึ้นมากกว่ากรณีฐาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ผ่านความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลง ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง มากจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทยและหลายประเทศทั่วโลก กระทบการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงส่งสำคัญ เศรษฐกิจไทยจึงฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดได้ช้ากว่ากรณีฐาน

ตลาดแรงงานไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดนานกว่าการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม จึงต้องติดตามเครื่องชี้ต่าง ๆ ที่สะท้อนมิติด้านคุณภาพของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องชี้ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อให้สะท้อนการฟื้นตัวรายสาขาเศรษฐกิจและกลุ่มรายได้โดยเฉพาะเครื่องชี้ด้านตลาดแรงงาน อาทิ จำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน รายได้แรงงานที่สูญเสียไป โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ระดับก่อนการระบาดได้ในปี 2566แต่ตลาดแรงงานไทยในภาพรวมยังคงเปราะบาง สะท้อนจากแนวโน้มรายได้แรงงานนอกภาคเกษตรในปี 2566 ที่คาดว่าจะยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการระบาด

การระบาดของไวรัส COVID-19 นอกจากจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังอาจมีผลต่อระดับศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้ โดยการลงทุนที่ชะลอออกไปจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น อุปสรรคในการปรับตัวของแรงงานจำนวนมากที่ต้องหางานประเภทใหม่ ความจำเป็นของธุรกิจในการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงของการระบาด รวมถึงการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่อาจเปราะบางจากการหยุดชะงักของการผลิต เพื่อมุ่งเน้นให้กระบวนการผลิตต่อเนื่องมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจฉุดรั้งระดับศักยภาพการผลิตได้ ดังนั้น การประเมินระดับกิจกรรมเศรษฐกิจเทียบกับศักยภาพ (output gap) ต้องคำนึงถึงผลกระทบดังกล่าวด้วย

คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยมาตรการสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องยังมีความสำคัญมาตรการการคลังควรสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างตรงจุด โดยเน้นการสร้างรายได้และเร่งเตรียมมาตรการเพื่อฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ

ขณะที่นโยบายการเงินช่วยสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลายต่อเนื่อง สำหรับมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งสนับสนุนการรวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ (debt consolidation) และปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญในปัจจุบัน

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ พัฒนาการของการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ และการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

สำหรับในระยะปานกลาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรประเมินนโยบายการเงินที่เหมาะสมแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือนโยบายการเงินต่าง ๆ ในการชั่งน้ำหนักระหว่างเป้าหมายด้านเสถียรภาพราคา การดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันสะท้อนการประเมินความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังสูงกว่าความเสี่ยงด้านอื่น ๆ

อย่างไรก็ดีมองไปข้างหน้า เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวในระดับปกติและมีความเสี่ยงลดลง การให้น้ำหนักแต่ละเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินควรต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อหรือต่อเสถียรภาพระบบการเงินปรับสูงขึ้น ดังนั้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น การผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบของนโยบายในระยะปานกลางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News