HomeBusinessกาแฟ”คลื่นลูกที่ 3” กับตลาดหมื่นล้านดอลล์

กาแฟ”คลื่นลูกที่ 3” กับตลาดหมื่นล้านดอลล์

บรรดาสตาร์ทอัพกาแฟ กำลังเร่งขยายตลาด ที่คาดว่ามูลค่าจะทะยานขึ้นถึง 85,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 6 ปีข้างหน้า

ในอดีต กาแฟเป็นเรื่องง่ายๆ แค่ตื่นขึ้นมาแล้วไปนั่งร้านกาแฟข้างบ้าน จิบกาแฟอะไรก็ได้ นั่งคุยกันไป แต่อย่างที่บอกว่าสิ่งนั้นเป็นอดีตไปแล้ว เพราะหากไปร้านกาแฟวันนี้ บาริสตาจะป้อนคำถามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “อยากดื่มกาแฟที่มาจากแหล่งเพาะปลูกเดียว มีรสชาติและเอกลักษณ์แบบกัวเตมาลา หรือแบบผสมเมล็ดกาแฟ 2 พันธุ์ขึ้นไป เติมรสชาติหวานกลมกล่อมจากเมือง Topeka รัฐแคนซัส หรืออยากจิบกาแฟแก้วละ 16 ดอลลาร์ (480 บาท) จากเยเมน”

นี่คือกาแฟคลื่นลูกที่ 3 ซึ่งช่วง 15 ปีที่ผ่านมา บรรดาสตาร์ทอัพ craft coffee อย่าง Blue Bottle, Ritual, Verve, Stumpton, La Colombe และ Intelligensia ต่างพากันแจ้งเกิดกาแฟแบบไม่ธรรมดา เหตุที่เรียกว่ากาแฟ”คลื่นลูกที่ 3” เพราะมาต่อยอดจากคลื่น 2 ลูกก่อนหน้านี้

- Advertisement -

ลูกแรกเริ่มขึ้นต้นศตวรรษ 20 เมื่อกาแฟเริ่มเป็นที่นิยม หลังจากบริษัทอย่าง Maxwell House และ Folgers คิดค้นกาแฟสำเร็จรูปราคาไม่แพงที่คนสามารถชงดื่มได้เองที่บ้าน จากนั้นช่วงทศวรรษ 1990 บริษัทคลื่นลูกที่ 2 อย่าง Starbucks, Peet’s, Costa และ Caffe Nero เข้ามามีบทบาท และสร้างวัฒนธรรมกาแฟที่ทำให้กาแฟพรีเมียมแก้วละ 4 ดอลลาร์ (120 บาท) เป็นเรื่องปกติ

Starbucks ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในเวลาอันรวดเร็ว จากแรกเริ่มที่มีสาขาเพียง 84 แห่ง เพิ่มเป็น 29,324 แห่งเมื่อปี 2561 และมีรายได้ 6,300 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 190,000 ล้านบาท

นอกจากยืนหนึ่งในอุตสาหกรรมกาแฟแล้ว สตาร์บัคส์ยังบ่มเพาะนักดื่มกาแฟรุ่นใหม่ ซึ่งปูทางไปสู่การก่อกำเนิดสตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆ ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่แบรนด์อย่าง Blue Bottle กับ Ritual เข้าสู่ตลาด ด้วยการหาเมล็ดกาแฟจากผู้ปลูกกาแฟทั่วโลกโดยตรง และคั่วคราวละน้อยๆ อันก่อให้เกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

สตาร์ทอัพกาแฟคลื่นลูกที่ 3 ก่อกำเนิดมาจากการเป็นแบรนด์แบบ niche รองรับคอกาแฟตามเมืองชายฝั่งในสหรัฐ แล้วก็ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมเชื่อว่ากาแฟคลื่นลูกที่ 3 กำลังอยู่ในขาขึ้น โดยช่วง 5 ปีข้างหน้าคาดว่ากาแฟคลื่นลูกที่ 3 จะเข้าสู่ยุคของการเติบโตแบบพุ่งลิ่ว อันจะทำให้ craft coffee ที่มีความเป็น high-end เริ่มเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้น และขยายตัวจาก 35,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2561 เป็น 85,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2,500,000 ล้านบาทในปี 2568

อะไรอยู่เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าว คำตอบส่วนหนึ่งคือกระแสเงินที่กำลังไหลเข้าอุตสาหกรรมกาแฟ เพราะนักลงทุนเล็งเห็นศักยภาพว่าบรรดาสตาร์ทอัพเหล่านี้ น่าจะเป็นธุรกิจใหญ่โตที่ให้ผลตอบแทนงาม และอาจประสบความสำเร็จในระดับสตาร์บัคส์ก็เป็นได้

นักลงทุนคนหนึ่งบอกว่า ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีสินค้าในชีวิตประจำวัน ซึ่งลูกค้ารู้สึกไหลหลง คนใช้แชมพูหรือผ้าขนหนูทุกวัน แต่ก็ไม่ได้มีความผูกพันทางอารมณกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้เหมือนกาแฟที่ดื่มทุกเช้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ”พิธีกรรม”หลังตื่นนอน

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนและบริษัทโฮลดิ้งพากันทุ่มเม็ดเงินเข้าสู่แบรนด์คลื่นลูกที่ 3 อย่างเมื่อปี 2558 ที่บริษัทโฮลดิงของยุโรป “JAB” เข้าซื้อ Stumptown กับ Intelligentsia จากนั้นในปี 2560 เนสท์เล่ได้เข้าซื้อหุ้นข้างมากของ Blue Bottle เป็นเงิน 425 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าหมื่นล้านบาท ทั้งยังซื้อหุ้นใน Chameleon Cold Brew

นอกจากเป็นเป้าหมายของการซื้อกิจการและซื้อหุ้นแล้ว สตาร์ทอัพกาแฟเหล่านี้ยังระดมทุนมาได้มาก อย่าง Philz Coffee ที่ระดมทุนมาได้แล้ว 75 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2,000 ล้านบาท ส่วน Bulletproof Coffee ระดมทุนไปได้ 68 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่จากนักลงทุนภาคไฮเทค ด้าน Wandering Bear ซึ่งเป็นกาแฟสกัดเย็นรายใหม่ ระดมทุนมาได้ 8 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว

นักลงทุนมองว่ายังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการเติบโต รวมถึงช่องว่างสำหรับสตาร์ทอัพใหม่ๆ ที่จะเข้าตลาด ซึ่งแบรนด์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา รวมถึงสตาร์ทอัพ Canary Cold Brew ที่ขายกาแฟกระป๋อง cold brew ทางออนไลน์แบบเป็นสมาชิกและเสนอส่วนลด โดยมีทั้งกาแฟตอนเช้าและกาแฟยามบ่ายที่ลดคาเฟอีนลงครึ่งหนึ่ง

เงินทุนและแบรนด์ใหม่ๆ ที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าแบรนด์กาแฟคลื่นลูกที่ 3 มีทั้งโอกาสและการท้าทาย ในแง่ที่สามารถเปิดตัวแบรนด์ออกสู่ผู้บริโภคที่พร้อมทดลองกาแฟในแบบต่างๆ ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่มากขึ้นก็หมายความว่าแบรนด์เหล่านี้ถูกกดดันให้เติบโตภายในเวลาอันรวดเร็ว

กลยุทธ์หนึ่งในการผลักดันการเติบโต คือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือไปจากที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดหมาย นักลงทุนชี้ว่าหากสามารถมัดใจผู้บริโภคได้แล้ว ก็จะมีลู่ทางจัดหาสินค้ามาป้อนลูกค้าได้ตลอด

อย่างกรณีแบรนด์ของ Blue Bottle ที่สรรหาเมล็ดกาแฟหายากและขายกาแฟแก้วละ 15-16 ดอลลาร์ (450-480 บาท) หรือแบรนด์อย่าง Verve ที่สร้างห้องแล็บนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสูตรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น flash-chilled coffee หรือกาแฟสำเร็จรูปแบบ high-end

นอกจากนั้น แบรนด์กาแฟคลื่นลูกที่ 3 ยังจัดแต่งร้านอย่างสวยงาม แปลกใหม่ไปจากเจ้าเดิมๆ อีกด้วย

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News