นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โลกเกิดความไม่แน่นอน ทำให้อาจส่งผลกระทบต่อไทยได้ โดยธปท.ได้ดำเนินนโยบายแบบยืดหยุ่น เพื่อรองรับได้หลายสถานการณ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ รักษาทางเลือกในการดำเนินนโยบาย ใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เช่น แก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
โดยวันที่ 11 ธ.ค.นี้ จะมีประกาศมาตรการเรื่องช่วยลูกหนี้รายย่อย และเอสเอ็มอีเพิ่มเติม ส่วนรายละเอียดยังเปิดเผยไม่ได้ แม้จะมีออกไปตามสื่อต่างๆ ซึ่งมีทั้งที่ถูกและไม่ถูก ขอให้รอแถลงครบถ้วนที่จะเป็นมาตรการใหม่
ทั้งนี้ปัจจุบันความเสี่ยงกับความไม่แน่นอนของโลกสูงขึ้น และเกิดผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง ซึ่งความไม่แน่นอนมีทั้งเรื่องการค้าที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ เช่น เรื่องกีดกันทางการค้า ต้องติดตามดูว่าผลกระทบเป็นอย่างไร และนโยบายเศรษฐกิจประเทศหลัก อย่างนโยบายการเงิน มีความไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เหมือนช่วงโควิดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ประเทศหลักปัจจุบันแตกต่างกันตามการฟื้นตัวของแต่ละประเทศ เช่น เศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโตดี ตลาดทุนดี แต่ต้องิตดตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะสร้างความไม่แน่นอนหรือไม่ เช่น ในเรื่องภาษี การค้าต่างๆ
“นโยบายลดภาษีต่างๆ ซึ่งคงนำไปสู่การขาดดุลการคลังสูงขึ้น และสูงขึ้นกว่าคาดการณ์ เพราะไปลดรายจ่ายด้วย แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะหากภาษีลดและตัดรายจ่ายไม่ได้ ก็ทำให้ขาดดุลการคลังสูงขึ้นไปอีก”
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ผลข้างเคียงต่อไทยอีกเรื่อง คือ การที่สินค้าจีนส่งออกมายังไทย ตั้งแต่ปี 63 ทำให้ส่งผลกระทบมายังภาคการผลิตไทย เพราะการผลิตถูกกดดันจากสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น เพราะปกติการบริโภคในประเทศโต การผลิตจะโตตาม แต่ตอนนี้บริโภคสินค้าโต แต่การผลิตไม่โต ซึ่งข้อมูลช่วงก่อนหน้าปี 63 ภาคการผลิตเติบโต 1.6% การบริโภคเติบโต 1.8% แต่ในปัจจุบันภาคการบริโภคเติบโต 2.1% แต่การผลิต 0.6% หรือแทบไม่โต
“ถ้ากระตุ้นบริโภค แต่สินค้ามาจากจีน เกิดการผลิตต่ำ ถ้ากระตุ้นบริโภคไป สิ่งที่ตามมากลายเป็นการนำเข้าสินค้าจีนมากขึ้น กระทบภาคการผลิตไทย กระทบต่อเรื่องอื่นๆ รวมถึงเรื่องสินเชื่อ เช่น สินค้าเข้ามาอย่างรถยนต์อีวี ทำให้ราคารถยนต์มือสองลดลง และราคารถยนต์มือสองลด ความเสี่ยงสินเชื่อเพิ่มขึ้นทันที”

