HomeBT Newsธปท.ชูโมเดลพร้อมเพย์ ต้นแบบยกระดับนวัตกรรมการเงิน

ธปท.ชูโมเดลพร้อมเพย์ ต้นแบบยกระดับนวัตกรรมการเงิน

รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.ชี้โมเดลพร้อมเพย์ เป็นต้นแบบในการยกระดับคุณภาพนวัตกรรมการเงินไทย แนะทำควบคู่การสร้างโครงสร้างระบบจัดการหลังบ้านทีดี ช่วยลดต้นทุนที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการเงินอย่างยั่งยืน

นายรณดล นุ่มนนท์  รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ความท้าทายในการกำกับและขับเคลื่อนระบบการชำระเงินไทย” ในงาน Digital Thailand Big Bang 2019 ว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อนมากขึ้น

ช่วงที่ผ่านมา เราได้สัมผัสเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมทางการเงินกันมากขึ้น เช่นการโอนเงินที่รวดเร็วและไม่เสียค่าบริการ แต่ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกมากเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสำคัญกับการใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก เราสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ อาทิ ซื้ออาหาร จองโรงแรม ผ่านสมาร์ทโฟนด้วยกันทั้งสิ้น แต่เบื้องหลังก็มาจากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเกินยุค สิ่งที่เห็นชัดเจนคือการค้าอีคอมเมิร์ซเป็นแพลตฟอร์มที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตประจำววัน มีการจัดส่งที่รวดเร็ว รวมถึงไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์เราด้วย

- Advertisement -

ส่วนภาคธนาคาร ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ทำให้ธนาคารหลายสาขาต้องทยอยปิดตัวลงเนื่องจากสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนได้ เช่นร้านสะดวกซื้อของอเมซอนโกลด์ ที่ลูกค้าสามารถหยิบของแล้วเดินออกจากร้านโดยไม่ต้องจ่ายเงินได้เลย ซึ่งมีการใช้ AI เข้ามาจ่ายเงินโดยอัตโนมัติ

ขณะที่ประเทศไทย มีการใช้คิวอาร์โคดมาชำระเงินกันมากขึ้น ส่วนไบโอเมทิคจะมีการใช้มากขึ้นในอนาคตด้วยการพิสูจน์ตัวตนโดยไม่ต้องเซ็นชื่อ เพียงแค่สแกนหน้าก็สามารถระบุตัวตนได้ ซึ่ง ธปท.มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพสูงสุด แต่ก็จะให้ประโยชน์กับประชาชนผ่านเทคโนโลยีฟินเทค ซึ่งฟินเทคมีความสำคัญ 3 อย่างดังนี้

1.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เพราะสามารถเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และลดต้นทุนการให้บริการ ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าถูกลง และจะช่วยให้บริษัทฯ บริหารเงินง่ายขึ้นและทำธุรกิจได้ดีขึ้น เช่นพร้อมเพลย์ที่สามารถรับเงินได้ทันที

2.ช่วยเข้าถึงสินค้าและบริการได้ดีขึ้น ซึ่งจะลดเวลาและภาระของผู้บริโภค โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้าแข่งขันง่ายขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กรับเงินจากระบบดิจิทัลด้วยต้นทุนต่ำลง เช่นบริการสินเชื่อที่ธนาคารสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสินเชื่อและประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้เพิ่มมากขึ้น แต่การใช้เทคโนโลยีแบบนี้เข้ามาช่วยจะทำให้ข้อมูลเกิดความแม่นยำมากขึ้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรม โดยไม่ต้องดูบัญชีเงินฝากเหมือนในอดีต

3.ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันความปลอดภัย เพราะเทคโนโลยีจะมาช่วยป้องกันความเสี่ยงหลายแบบ เช่นการยืนยันตัวตน ธนาคารก็มีความสะดวกใจมากขึ้นเพราะการใช้เทคโนโลยีปลอดภัย เนื่องจากไม่สามารถปลอมแปลงใบหน้า ลายนิ้วมือ และธนาคารก็สามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

ด้วยศักยภาพที่กล่าวมา ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกลมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นความท้าทายว่าจะทำอย่างไรที่ทำให้ไทยเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น โดย ธปท.พยายามส่งเสริมให้ภาคส่วนต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นอย่างปลอดภัย  และต้องทำควบคู่กับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ดีด้วย ฉะนั้นการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะช่วยลดต้นทุนที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ดีขึ้น และจะนำไปสู่การต่อยอดพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีในระบบประมวลผล และมาตรฐานกลางกฎระเบียบที่สนับสนุนให้ใช้ร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องมีในการยกระดับนวัตกรรมไทย ยกตัวอย่างพร้อมเพย์ที่ใช้เพียงหมายเลขโทรศัพท์ หรือหมายเลขบัตรประชาชน ก็สามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็วและไม่เสียค่าบริการในการโอนเงิน แต่กว่าจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ต้องใช้เวลาในการสร้างเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานให้ระบบสามารถชำระเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วจนถึงปัจจุบัน พร้อมเพย์จึงเป็นโมเดลต้นแบบที่จะช่วยยกระดับและพัฒนานวัตกรรมการเงินใหม่ ๆ ในอนาคต ปัจจุบันพร้อมเพย์มี 50 ล้านบัญชี และมีการทำรายการ 7.8 ล้านรายการต่อวัน และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีบลอคเชนเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง โดยเป็นเทคโนโลยีมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ธปท.พยายามผลักดันใช้ในภาคธุรกิจเช่น BCI ที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดตั้งบริษัทฯ ขึ้นมาเพื่อออกหนังสือค้ำประกัน ซึ่งสามารถตรวจสอบหนังสือค้ำประกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ในอนาคตจะมีการนำบลอคเชนมาใช้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล โดยจากเดิมใช้ระยะเวลา 15 วัน ในการออกพันธบัตรออมทรัพย์ฯ แต่จะลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 2 วันเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะใช้งานจริงในช่วงต้นปี 63 โดย ธปท. พยายามจะดิสรัปตัวเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีโครงการอินทนนท์ในเรื่องการโอนเงินระหว่างสาบันการเงิน การใช้เทคโนโลยีเซนทรัลแบงค์มาใช้ด้วยบลอคเชนจะทำให้การทำธุรกรรมรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องมีธนาคารกลางคอยตรวจสอบ และยังมีแผนที่จะทำให้เกิดการโอนเงินไปยังต่างประเทศได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันตัวตันที่จะทำให้เกิดขึ้นภายในต้นปี 63 ที่จะทำให้การยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมกับธนาคารต่าง ๆ ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องยืนยันตัวตนซ้ำอีกรอบ หลังจากที่เคยยืนยันตัวตนไปแล้วกับอีกหนึ่งธนาคาร NDID เป็นระบบที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลของประชาชนในการยืนยันตัวตน และจะขยายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่าการเงินด้วย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมายังมีเรื่องสำคัญที่สุดคือกฎระเบียบ ที่จะจูงใจให้ฝ่ายต่าง ๆ เชื่อมั่นกับระบบที่สร้างขึ้น สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือการใช้เทคโนโลยีต้องมีความปลอดภัย ฉะนั้นเรายังมีความท้าทายที่จะจัดการเรื่อความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยมีการตรวจสอบดูแลระบบหน้าบ้านและหลังบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามความเสี่ยงอยู่สม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารองค์กรและผู้บริโภคต่าง ๆ ต้องหมั่นพัฒนาทักษะความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้วยเพื่อให้สามารถก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : นวัตรกรรมฟินเทคเพื่อเกษตรกรเติบโตอย่างยั่งยืน

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News