Home BT News หอการค้าไทยฯ หวั่น 5 ปัจจัยเสี่ยง กระทบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนลบ.

หอการค้าไทยฯ หวั่น 5 ปัจจัยเสี่ยง กระทบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนลบ.

หอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 63 จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่, การแพร่ระบาดของไวรัสทำให้ความต้องการสินค้าไทยลดลง, ปัญหาภัยแล้ง, ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และ ความล่าช้าของงบประมาณปี 63 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 2.26 แสนล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ราว 1.3%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย ระบุแม้ว่าจะมีปัจจัยลบหลายด้าน แต่ จะยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยยังคง GDP ไว้ที่ 2.8% เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของแต่ละปัจจัยต่างๆ ว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ยืดเยื้อยาวนานไปมากกว่า 3 เดือน หรือจะต้องไม่เกินไปจากเดือนพ.ค.นี้ เพราะหากควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก

ปัจจัยเสี่ยง 5 ด้าน และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

1. การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในเดือนมี.ค.63 และการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ภายใน 3 เดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 1.17 แสนล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.67%

- Advertisement -

2. การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้ความต้องการสินค้าจากไทยลดลง
หากควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในเดือน มี.ค.63 ก็จะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยได้รับผลกระทบในวงจำกัด ไม่เกิน 15,500 ล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.09%

3. ปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง
หากได้การแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำ ก็จะทำให้ได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่เกิน 10,200 ล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ให้ลดลงเพียง 0.06%

4. ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อนานไปกว่า 1 เดือน จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่เกิน 6,200 ล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ให้ลดลงเพียง 0.04%

5. ปัญหาความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563
หากเริ่มเบิกจ่ายได้ราวเดือนเม.ย.นี้ ก็คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจราว 77,500 ล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ให้ลดลงราว 0.44%

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

1.ทำตลาดเชิงรุกในตลาดนักท่องเที่ยวอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ออกมาตรการฟรีวีซ่าในระยะสั้น และเพิ่มประเทศที่สามารถขอ Visa on Arrival (VOA) ได้
2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของงบเหลื่อมปี หรืองบค้างท่อ
3.เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเบิกจ่ายงบลงทุนเร็วขึ้น
4.กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
5.ให้สิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนขยายการลงทุน
6.ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อเอื้ออำนวยให้ธนาคารพาณิย์ปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น และ
7.บริหารจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าใกล้เคียงระดับ 31.50-32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 2.8% การส่งออกขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.8% ขณะที่การนำเข้า ลดลงเล็กน้อยที่ -0.1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 1%

Surisa Srikunsab BTECONhttps://businesstoday.com
Economic news editor on Public policy, Trade& Investment, Energy, Industry, Agriculture and World Economy; CLMV, Silk road economy, ASEAN+3

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News