HomeBT NewsBusiness Today Thai Politics 28 ธันวาคม 2566 / ภาคค่ำ

Business Today Thai Politics 28 ธันวาคม 2566 / ภาคค่ำ



นายกฯ ตรวจศูนย์ บริการประชาชน กรมทางหลวง สั่งดูแลการเดินทางประชาชน

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้ (28 ธันวาคม 2566) ณ ศูนย์บริการประชาชนกรมทางหลวง กรมทางหลวง ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรวจเยี่ยมศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุ เพื่อติดตามการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 แบบเรียลไทม์ โดยมีสุริยะ รุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารกรมทางหลวงให้การต้อนรับ

- Advertisement -


ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปและตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้มาติดตามดูเรื่องการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ของถนนทุกสาย รวมไปถึงการช่วยเปิดขยายเส้นทางบางสายเพื่อระบายการจราจร โดยเฉพาะเส้นทางถนนมิตรภาพโคราช ซึ่งรู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากรับฟังการบรรยายสรุปจากกระทรวงคมนาคม (คค.) ที่สามารถระบายรถได้มากขึ้นกว่า 30% จากการเปิดมอเตอร์เวย์สาย7 ช่วงปากช่อง-สีคิ้ว

จากการตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่สายด่วน 1586 ถือว่ามีความพร้อม และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่สละเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวมาทำงาน ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับรายงานมา มีความมั่นใจต่อการบริหารจัดการ พร้อมฝากประชาชนที่เดินทางกลับบ้านให้ใช้เวลาอันมีค่ากับครอบครัว อยู่กันอย่างมีความสุข ระมัดระวังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความห่วงใยถึงประชาชน ที่จะเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ต่อเนื่องวันที่ 1 มกราคม 2567 และต้องเดินทางกลับเข้ามาทำงาน อาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ ขอให้ดื่มไม่ขับ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุมาจากเมาแล้วขับ และที่สำคัญหากดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ควรขับรถเเม้จะเมาหรือไม่เมาก็ตาม ดื่ม 1 แก้วก็ไม่ควรขับ

นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมพยายามทำงานอย่างเต็มที่ และมีการพูดคุยกับคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด เมื่อมีเวลาว่าง ตนเองจึงเข้ามาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน



“โรม” เตรียมตรวจสอบเข้ม ถ้า “ยิ่งลักษณ์” ใช้ดีลลับ กลับไทย

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายเริ่มออกมาพูดถึงกระแสข่าว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต
นายกฯ อาจเดินทางกลับไทย โดยใช้โมเดลเดียวกันกับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปอยู่ต่างประเทศแบบที่เรารู้ ๆ กันอยู่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม คือการรัฐประหาร อาจมีกลไกทางกฎหมายอื่น ๆ ตามมา เป็นที่สงสัยว่า มันมีความยุติธรรมแค่ไหน


เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนเดียว แต่เกิดกับคนอีกจำนวนมาก เป็นเหตุผลว่า ถ้าต้องการแก้ปัญหาความผิดพลาด จึงไม่ใช่การแก้ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนเดียว แต่ต้องแก้กันทั้งหมด เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมาคุยเรื่องนิรโทษกรรม เคลียร์กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่แน่ใจ รัฐบาลคิดแค่จะต้องแก้ที่คนไม่กี่คนคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือนายทักษิณ เหมือนกับเราผลิตสิ่งที่มันผิดพลาดต่อไป ไม่แน่ใจว่า จะใช้วิธีการแบบเดียวกันกับนายทักษิณหรือไม่ แต่การทำแบบนี้ ไปเรื่อยๆไม่ได้แก้ความผิดพลาดในอดีตเลย แต่ทำให้อดีตเป็นความผิดพลาด ต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ต้องยอมรับว่าระบบของเรา การที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม มันไม่ใช่แค่วิธีแบบที่นายทักษิณได้ และน.ส.ยิ่งลักษณะ จะได้ หรือไม่ เมื่อมันไม่ได้เป็นวิธีการแบบนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือความชอบธรรมมันจะไม่มี เมื่อไม่มีความชอบธรรม การยอมรับของสังคมก็ไม่เกิด ก็กลายเป็นปัญหาซ้ำไปซ้ำมาต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่าการกลับไทยของ ยิ่งลักษณ์ จะทำได้หรือไม่ รังสิมันต์ กล่าวว่า พอทักษิณกลับมาทุกคน โดยเฉพาะคู่กรณีทักษิณ คงช็อกอยู่พูดไม่ออก ทำให้สุดท้ายเรื่องของนายทักษิณดูเงียบไป แต่ว่าไม่ใช่ไม่มีการตรวจสอบเลย ก็มีการตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่ทักษิณ ไปอยู่ที่ชั้น 14 มีการอ้างอีกข้อมูลผู้ป่วยเปิดเผยไม่ได้ อำนาจนี้เป็นของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตัวรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการ ไม่รู้ว่าพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เข้าไปตรวจสอบหรือไม่ พอผ่านไปสักระยะ มันต้องมีเรื่องการพักโทษ สุดท้ายเมื่อผ่านขั้นตอนแรกมาซึ่งมันไม่ได้มีความชอบธรรม แต่ที่เหลือมันเข้าล็อกหมด คือเขาคงวางแผนมาอย่างดีแล้ว ในเชิงการตรวจสอบมันไม่ง่าย โดยเฉพาะในเรื่องที่กรมราชทัณฑ์มีดุลยพินิจ แต่จะได้รับการยอมรับจากสังคมหรือไม่ ก็ไม่ได้รับการยอมรับ



“ก้าวไกล” ลุยงบฯ 67 แปลงไฟลด์แจกประชาชน ช่วยตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2566 เป็นต้นมา หลังจากพรรคก้าวไกล ได้รับเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 (เล่มสีขาวคาดแดง) จากสำนักงบประมาณ กลุ่ม “ก้าว Geek” ทีมดิจิทัลของพรรคก้าวไกล และภาคประชาสังคมกลุ่ม WeVis ได้ร่วมมือกันแปลงเอกสารงบประมาณจากรูปแบบกระดาษหรือไฟล์ PDF จำนวน 13,427 หน้า มาเป็นไฟล์ตาราง Excel เพื่อให้ สส. และประชาชนที่สนใจสามารถนำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อได้ง่าย


ล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม “ก้าว Geek” เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีงบประมาณที่ 3 แล้ว เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบงบประมาณ โดยในปีนี้การแปลงเอกสารงบประมาณเป็นไฟล์ตาราง Excel ยิ่งมีความสำคัญ เพราะรัฐบาลให้เวลาฝ่ายค้านในการพิจารณางบประมาณเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น ต่างจากการพิจารณางบในปีก่อน ๆ ที่มีเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ดังนั้น การมีไฟล์ตาราง Excel จะทำให้ สส. และประชาชนนำตัวเลขงบประมาณไปตรวจสอบและวิเคราะห์ต่อได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากการเร่งระดมสรรพกำลัง ขณะนี้ทีมงานได้แปลงเอกสารงบประมาณปี 2567 เป็นไฟล์ตาราง Excel เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยประชาชนผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่ bit.ly/openbudget67 นอกจากนี้ ทีมงานกำลังเร่งแปลงเอกสาร พ.ร.บ.งบประมาณ 2 ปีย้อนหลัง คือ ปี 2565 และ 2566 ที่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ไปแล้ว มาเป็นรูปแบบไฟล์ตาราง Excel ด้วย โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และเผยแพร่สู่ประชาชนได้ภายในสิ้นปีนี้
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะเข้าใจได้ว่าการจัดทำงบประมาณในปีนี้มีความล่าช้ามากว่า 6 เดือน เพราะอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของการจัดตั้งรัฐบาล แต่ตนก็คาดหวังว่าจะได้เห็นรูปแบบการจัดทำงบประมาณที่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐบาลเดิม และสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ทั้งนี้ จากการติดตามการจัดทำงบประมาณผ่านคณะกรรมาธิการฯ มากว่า 3 เดือน รวมถึงการอ่านเอกสารที่แปลงออกมาเป็นตาราง Excel ในเบื้องต้น ณัฐพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่พบตัวอย่างนโยบายของรัฐบาลที่ถูกบรรจุไว้ในเอกสารงบประมาณอย่างชัดเจนมากนัก เช่น นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งนโยบายหลักของรัฐบาล แต่กลับไม่ปรากฏการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจนในเอกสาร



“วราวุธ” เผยความพร้อม พม.ชี้แจงงบประมาณปี 67 ต่อสภาฯ

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ว่า นายกฯได้เชิญพรรคร่วมรัฐบาลมารับประทานข้าวเที่ยง และจะหารือเกี่ยวถึงแนวทางอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในวันที่ 3-5 ม.ค.67 คงจะได้ฟังจากนายกฯว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะไปประสานงานกับสมาชิกในพรรค


ในส่วนของพรรค ชทพ.ได้เวลาอภิปรายมา 30 นาที โดยจะมีการแบ่งสรรปันส่วนกันในพรรค อาจจะคนละ 10-15 นาที ซึ่งต้องมาพิจารณากันว่า งบประมาณปี 67 ที่มีเวลาใช้แค่ 5 เดือน สมาชิกแต่ละคนจะอภิปรายอย่างไรบ้าง โดยในส่วนของพรรค ชทพ.ดูแลในด้านพัฒนาสังคม ต้องให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะกระทรวงนี้มีเนื้องานที่เยอะและเกี่ยวข้องกับประชาชนกลุ่มเปราะบาง คนสูงอายุ คนพิการ ตอนนี้ให้สมาชิกไปทำการบ้านเพื่อเตรียมตัวอภิปราย

ในส่วนงบประมาณของ พม. จะมีการเตรียมพร้อมอภิปรายอย่างไร วราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ดูไม่ได้กังวลอะไร เพราะงบประมาณของ พม.ไม่ได้เยอะอะไร ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณสนับสนุนและเป็นสวัสดิการให้กับเด็กแรกเกิดและดูแลผู้สูงอายุ



“โฆษกรัฐบาล” ย้ำสิทธิ์ประชาชนใช้ UCEP หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน

โฆษกรัฐบาลย้ำประชาชนเดินทางปีใหม่ หากเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารักษาได้ทุก รพ.ที่อยู่ใกล้ สิทธิ UCEP/บัตรทองพร้อมดูแล กรณีเจ็บป่วยไม่ถึงขั้นวิกฤติ แต่จำเป็นต้องรับการรักษา ให้ใช้สิทธิรักษา ม. 7 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


วันนี้ (28 ธ.ค. 66) สัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 นี้ที่มีวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 ถึง 1 มกราคม 2567 ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางต่างจังหวัดเพื่อกลับบ้านหรือเยี่ยมเยียนครอบครัว รัฐบาลโดยแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ดูแลพร้อมแจ้งผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สิทธิบัตรทอง 30 บาท หากเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล โดยในการเข้ารับบริการแบ่งเป็น 3 กรณี

ดังนี้กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติถึงแก่ชีวิต หากไม่รักษาทันทีมีโอกาสเสียชีวิตสูง สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งที่อยู่ใกล้สุดโดยเร็ว เป็นไปตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) ของรัฐบาล โดยยื่นเพียงบัตรประชาชนใบเดียวและแจ้งใช้สิทธิ UCEP ซึ่งจะเข้ารับการรักษาได้ในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบัน สปสช.มีระเบียบการเบิกจ่ายในส่วนของ UCEP ภาครัฐด้วย เพิ่มเติมจากอดีตที่มีการเบิกจ่ายสิทธิ UCEP ในส่วนของโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลรัฐที่รับการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติถึงแก่ชีวิตด้วยสิทธิ UCEP ก็จะเบิกจ่ายได้เช่นเดียวกับโรงพยาบาลเอกชนที่รักษาผู้ป่วยตามสิทธิ UCEP

สำหรับสิทธิ UCEP นั้นผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนพ้นวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย โดยเมื่อพ้น 72 ชั่วโมง จะส่งรักษาต่อที่หน่วยบริการประจำ โดยให้สถานพยาบาลที่ให้การรักษาเบิกค่าใช้จ่ายค่ารักษาจาก สปสช. ตามอัตราที่กำหนด กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร. สายด่วน 1669 ได้ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ 6 อาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤต ประกอบด้วย 1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง 3. เจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง 4. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม 5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุดและ 6. มีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมอง ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News