HomeBT Newsย่อข่าวธุรกิจในประเทศ 28 ธันวาคม 2566

ย่อข่าวธุรกิจในประเทศ 28 ธันวาคม 2566


ไฟเขียวนำเข้า วัตถุดิบอาหารสัตว์ 3 ประเภท 1 ปี

ที่ประชุมครม. (26 ธ.ค.66) มีมติเห็นชอบกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ระยะเวลา 1 ปี โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์ มีดังนี้ :

- Advertisement -

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พิกัดอัตราศุลกากร 1005.90.99 รหัสสถิติ 001
  • กากถั่วเหลือง พิกัดอัตราศุลกากรประเภทย่อย 2304.00.29 รหัสสถิติ 001 เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า
  • ปลาป่น โปรตีนต่ำกว่าร้อยละ 60 พิกัดอัตราศุลกากร 2301.20.10 ต้องขออนุญาตนำเข้า และปลาป่นโปรตีนร้อยละ 60 ขึ้นไป พิกัดอัตราศุลกากร 2301.20.20 ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า

ทั้งนี้ การนำเข้าฯ จะดำเนินการภายใต้กรอบการค้าต่าง ๆ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA). ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA), กรอบการค้าอื่น ๆ เป็นไปตามข้อผูกพัน เป็นต้น

ทั้งนี้ การออกมาตรการดังกล่าว เพื่อบริหารวัตถุดิบให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ และให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระบบอุตสาหกรรม



ครม. ไฟเขียว เปิดนำเข้านมผงขาดมันเนย-นม-ครีม

ครม. (วันที่ 26 ธ.ค. 2566) มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดนำเข้านมผงขาดมันเนย นมและครีม ปี 2566 เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบการอนุมัติเปิดตลาดนำเข้า “นมผงขาดมันเนย” ปี 2566 เพิ่มเติม ปริมาณ 10,031.55 ตัน ในอัตราภาษีร้อยละ 5 ตามติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (คณะกรรมการโคนมฯ) ในการประชุมครั้งที่ 3/2566
  2. เห็นชอบในการเปิดตลาดนำเข้า “นมและครีม” ปี 2566 เพิ่มเติม ปริมาณ 700.18 ตัน ในอัตราภาษี ร้อยละ 20
  3. มอบหมายให้คณะกรรมการโคนมฯ เป็นผู้บริหารการจัดสรรโควตานำเข้านมผงขาดมันเนย นมและครีม ปี 2566 เพิ่มเติมดังกล่าว ให้กับผู้ประกอบการตามความจำเป็นและเดือดร้อนจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต

ทั้งนี้ ต้องนำเข้าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค. 66 และต้องไม่กระทบต่อมาตรการและปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร**

ทั้งนี้ การเปิดตลาดนำเข้าเพิ่มเติมสำหรับสินค้านมครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิตผลิตภัณฑ์นม เพื่อไม่ให้สินค้าขาดตลาด ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรการและปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ เนื่องจากได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงการซื้อขายน้ำนมดิบระหว่างองค์กรเกษตรกรโคนมและผู้ประกอบการไว้แล้ว



นายกฯ ชี้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นานไป ต้องปรับให้ทันโลก

ช่วงสายวันนี้ (27 ธ.ค. 66) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.กค. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 2/2566 โดยได้สั่งการในที่ประชุมว่า การวางยุทธศาสตร์ ถือเป็นการวางกรอบโครงยุทธศาสตร์ ที่ให้รัฐบาลและคนทั้งประเทศ ได้รับรู้ทิศทางในการทำงานว่า ประเทศไทยในอนาคต ที่เราอยากจะให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้เรารู้ว่า จะไปถึงภาพนั้นเราต้องทำอะไรกันบ้าง


ซึ่งการมียุทธศาสตร์มีกลยุทธ์ในการทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นการยากหากจะวางกรอบไว้ 20 ปี ซึ่ง 5 ปียังทำได้ยาก โลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อนหน้านี้ไม่มีเทคโนโลยีหรือแม้กระทั่งพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ ๆ ปัจจุบันเมื่อเดินทางไปต่างประเทศเรื่องเหล่านี้ก็เป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาพูดคุย ซึ่งนำไปสู่จุดเริ่มต้น “สงครามแห่งความสามารถ” ทุกประเทศจะแย่งกันเอาผู้มีความสามารถมาไว้ ที่ผ่านมา 3-4 ปีนี้ก็มีประเด็นเกี่ยวกับ ภูมิรัฐศาสตร์

เพราะฉะนั้นประเทศไทยต้องคอยปรับยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลาด้วย แผนยุทธศาสตร์ต้องมีความคล่องตัวยืดหยุ่น ไม่ปิดกั้นอนาคตและการพัฒนาของประเทศจากความคิดคนรุ่นเก่า พร้อมขอให้คนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสเติบโต และเลือกทิศทางในการวางยุทธศาสตร์และก้าวไป พร้อมกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป



4 บริษัทรถญี่ปุ่น พร้อมลงทุนไทย 1.5 แสนล้านบาท

หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้หารือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น 7 ราย ในช่วงการประชุม ASEAN-Japan 14-18 ธ.ค.66 ที่ผ่านมานั้น


ล่าสุด บีโอไอ เผยว่าภายในระยะเวลา 5 ปี จะมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น 4 ราย พร้อมขยายการลงทุน สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ได้แก่

  • โตโยต้า 5 หมื่นล้านบาท
  • ฮอนด้า 5 หมื่นล้านบาท
  • อีซูซุ 3 หมื่นล้านบาท
  • มิตซูบิชิ 2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นทั้ง 7 ราย ยืนยันใช้ไทยเป็น “ฐานการผลิตหลักในภูมิภาค” นอกจากนี้ บางบริษัท อาจจะเริ่มดำเนินการผลิต “รถกระบะไฟฟ้า” ในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้า



นายกฯ ยัน จะแก้ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ

วันนี้ (27 ธันวาคม 2566) เวลา 10.00 น. ณ บริเวณทางเชื่อมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติถึงกรณีความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า  การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการ สำรวจเป็นรายอำเภอ รายอาชีพ การที่จะกำหนดค่าแรงขั้นต่ำนั้น ต้องเป็นไปด้วยความเหมาะสมผ่านกลไกต่าง ๆ 


นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อวาน (26 ธันวาคม) ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหลายเรื่องซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้พูดถึงเรื่อง ค่าแรงขั้นต่ำ หากเราไม่สามารถยกระดับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นได้ ความเจริญเติบโตของประเทศก็จะต่ำ โดยถ้าเราย้อนดูค่าแรงขั้นต่ำเมื่อ 9 ปีที่แล้ว 300 บาท วันนี้ค่าแรงขั้นต่ำ 337 บาท ขึ้นมา 12% ภายใน 9 ปีที่ผ่านมา ในทางกลับกันคนที่กลับมาจากต่างประเทศเงินเดือน 30,000 บาทเมื่อ 9 ปีที่แล้ว วันนี้เงินเดือนเป็น 33,700 บาท ผู้คนเหล่านั้นหรือประชาชนในขณะนี้จะรู้สึกอย่างไร

“เรื่องชีวิตความเป็นของอยู่ของประชาชนบางครั้งก็ไม่สามารถเอากฎหมาย ข้อบังคับมาใช้ได้เสมอ บางครั้งต้องใจเขาใจเรา ทั้งนี้ ตนเองอยากให้ทุกคนมีความสุข มีกินมีใช้อย่างเหมาะสม ยืนยันรัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยหารือหาทางออกร่วมกันต่อไป” นายกฯ ย้ำ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News