HomeBT NewsBusiness Today Thai Politics 27 ธันวาคม 2566 / ภาคบ่าย

Business Today Thai Politics 27 ธันวาคม 2566 / ภาคบ่าย



นายกฯ ไม่พอใจค่าแรงขั้นต่ำ ชี้ 9 ปีขยับน้อยเกินไป

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 2/2566 ถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่ยังไม่ได้ยุติ ว่า แน่นอนตนไม่มีความสุข นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ก็ไม่ได้มีความสุขและอึดอัดเช่นกัน แต่มันก็มีกลไกกำหนดค่าแรงอยู่ อย่างที่ตนบอก มันเป็นเรื่องจิตใต้สำนึกความเหมาะสมของแต่ละประเทศ อย่างเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ได้เจอกับ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งบอกกับตนเองว่าถ้าเกิดไม่สามารถโยกค่าแรงขั้นต่ำ ความเจริญเติบโตของประเทศก็จะต่ำไปด้วย เมื่อคืนได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

- Advertisement -


ค่าแรงขั้นต่ำเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา 300 บาท วันนี้ 337 บาท ขึ้นไป 12% ในทางกลับกัน หากลูกของผู้ประกอบกิจการทั้งหลาย หรือคนที่เรียนจบเมืองนอกเมื่อ 9 ปีที่แล้วเงินเดือน 30,000 บาท มาถึงวันนี้เงินเดือนขึ้นเพียง 33,700 บาท จึงถามกลับว่าขึ้นมาแค่กว่า 10% แฮปปี้ไหม อยากให้นึกถึงใจเขาใจเรา เรื่องของไตรภาคีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของกฎหมายและข้อบังคับก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลายๆเรื่องคนไทยอยู่กันด้วยความอยากให้ทุกคนมีความสุข และมีกินมีใช้ตามความเหมาะสม

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นไปเพียงแค่ 2 บาทต่อเดือน ทุกคนจะพูดอย่างไรว่าตนหรือนายกฯ ไม่มีอำนาจ แต่การขึ้นค่าแรงมันเป็นเรื่องของไตรภาคีหรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนตัวเข้าใจหมดทุกอย่าง แล้วก็รู้ว่าทุกคนเข้าใจเรื่องกฎหมาย แต่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมันไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย จึงอยากให้เอาความเข้าใจซึ่งกันและกันมาพูดคุยกันได้ไหม ในภาวะที่เดือดร้อน

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละปีสามารถขึ้นได้หลายรอบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สามารถปรับได้หลายรอบตามความเหมาะสม จากที่ผ่านมาเราเคยพูดรายจังหวัด รายอำเภอ ซึ่งบางอำเภอนั้นก็อาจจะมีความต้องการแรงงานที่แตกต่างกันออกไป เราเองก็ต้องฟังจากฝั่งนายจ้างเช่นเดียวกัน ไม่ใช่จะไม่ฟัง และต้องฟังตามอาชีพตามความต้องการตามความชำนาญด้วย ซึ่งมีหลายมิติที่จะต้องพูดคุยกัน ส่วนตัวไม่ได้อยากใช้พื้นที่ของสื่อมวลชนมากดดันทุกๆฝ่าย ตนคิดว่าเราควรที่จะพูดจากันด้วยจิตใจอุปมาปราศรัย เราก็เห็นใจซึ่งกันและกัน



สื่อสภาฯตั้งฉายาปี 66 “สภาลวงละคร”

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายา ของรัฐสภา ตลอดปี 66 ทั้งนี้ การตั้งฉายาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว. เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาทุกปี ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส. และ สว.อย่างใกล้ชิด เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนขอเป็นกำลังใจให้ สส. และ สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ให้มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ สส. และ สว. ที่บกพร่องในการทำหน้าที่ ขอให้ทบทวน ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนต่อไปซึ่งมีความเห็นร่วมกันดังนี้


“สภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “สภาลวงละคร” สภาที่มีการชิงไหวชิงพริบ เพื่อเป็นเจ้าของอำนาจ มีการเจรจาจับมือกันหลายฝ่าย โดยในครั้งแรกพรรคเพื่อไทยเล่นตามบทเป็นมวยรอง แต่สุดท้ายใช้สารพัดวิธีพลิกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีแต่การหักเหลี่ยมเฉือนคม ตั้งแต่การเลือกนายกรัฐมนตรี จนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร

แม้กระทั่งการหักหลังฝ่ายเดียวกันเองระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลที่เคยเป็นฝ่ายเดียวจับมือต่อสู้กันมาก่อน จนถึงขั้นฉีกเอ็มโอยู ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทของพรรคอันดับรอง จับมือกอดคอกันอย่างหวานเจี๊ยบ เปรียบเสมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่มีแต่ฉากการหลอกลวง

“วุฒิสภา” ได้รับฉายา “แตก ป. รอ Retire”

ล้อมาจากฉายาของวุฒิสภาในปี 2565 คือ ตรา ป. ที่ สว.ทำหน้าที่รักษามรดกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประโยชน์ของ 2 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ ป.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หรือ ป.ประวิตร แบบไม่มีแตกแถว แต่ในปีนี้ทั้ง 2 ป. ได้แยกทางกัน ซึ่งในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา สว.ฝ่าย ป.ประยุทธ์ ได้ลงมติยอมสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน สวนทางกับ ป.ประวิตร ที่งดออกเสียง และ สว.กำลังจะหมดอำนาจหน้าที่ในเดือนพ.ค.2567 จึงเป็นเสมือนการรอเวลาเกษียณ หมดเวลาการทำหน้าที่ สว.

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “(วัน) นอ-มินี”
เนื่องจาก ตำแหน่งนี้เป็นที่แย่งชิงของพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยมาก่อน ก่อนที่จะเห็นร่วมกันว่า ใช้โควตาคนนอก พรรคเพื่อไทย จึงได้เสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติในขณะนั้น เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ยอมรับ

ดังนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ จึงเป็นเสมือนนอมินี ของการแย่งชิงครั้งนี้ ทั้งที่จำนวนเสียง สส.ที่มีก็ไม่ได้เพียงพอต่อการชิงตำแหน่งประธานสภาฯ แต่ก็ถือเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคพร้อมให้การสนับสนุน ทั้งยังเคยเป็นคนของพรรคเพื่อไทยมาก่อนด้วย

นายพรเพชร วิชิตชลชัย “ประธานวุฒิสภา” ได้รับฉายา “แจ๋วหลบ จบแล้ว”
คำว่า “แจ๋ว” เปรียบเสมือน บทบาทของผู้รับใช้ซึ่งเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา นายพรเพชร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า เป็นผู้รับใช้ คสช.

แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน บทบาทของนายพรเพชร ในฐานะประธานวุฒิสภา พยายามหลบแรงปะทะ ไม่แสดงความเห็นที่เสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งมากนัก รวมถึงไม่ออกสื่อ เพื่อรอเวลาวุฒิสภาหมดวาระในการทำหน้าที่ สว.6 ปีในเดือนพ.ค.2567

นายชัยธวัช ตุลาธน “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นควรว่า ควรงดตั้งฉายา เนื่องจากเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ และยังไม่ได้เริ่มทำงานในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

“ดาวเด่น’66”

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นว่า “ไม่มีผู้ใดเหมาะสม”และโดดเด่นเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว

“ดาวดับ 66” ได้แก่ “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีความโดดเด่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจนกระทั่งรู้ผลเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้จำนวน สส.มากที่สุด เดินสายขอบคุณประชาชน พบหน่วยงานต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พลอยให้บรรดาด้อมส้มเรียก นายกฯ พิธา ทำให้เกิดกระแส พิธาฟีเวอร์

แต่สุดท้ายกลับไปไม่ถึงดวงดาว สภาไม่ได้เหยียบ ทำเนียบไม่ได้เข้า เนื่องจากศาลรับธรรมนูญสั่งแขวน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จากคดีหุ้นไอทีวีที่ยังลูกผีลูกคน จึงเป็นดาวที่เคยจรัสแสง แต่ตอนนี้ได้ดับลงแล้ว

“วาทะแห่งปี 66″ คิดผิดที่จับมือด้วย

วาทะ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ลุกขึ้นชี้แจงคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 ที่ผ่านมาว่า

“เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราเป็นพรรคอันดับสองมีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล

เราเป็นพรรคอันดับสอง สามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมือง และรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิดเพราะว่ายิ่งเราจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”



“นิกร” ยันกรรมการประชามติ ออกคำถามฯ รอบคอบ เตรียมส่ง ครม.

นิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวถึงกรณีที่เกิดข้อโต้แย้งจากคำถามในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์“ ที่วิจารณ์ว่าเป็นการมัดมือชก และยัดใส้นั้น ว่า คำถามนี้เป็นมติของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ได้มาจากชุดคำถามตามข้อเสนอแนะของคณะอนุรับฟังความเห็นประชาชน แบบที่ 2 คำถามที่ 1 ที่ได้รับมาจากความเห็นส่วนใหญ่จากกลุ่มประชาชน ทั้งยังเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและประชาชนอย่างชัดเจน จากข้อตกลงร่วมกันของพรรคการเมืองก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาที่จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกันกับการที่จะไม่แก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชน

นิกร กล่าวว่า เป็นการประกันความร่วมมือสนับสนุนการร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่จากประชาชน ที่ได้ตอบแบบสอบถามเบื้องต้นมาตามนี้ วุฒิสภา พรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญหากไม่กำหนดให้ชัดเจนไปว่าจะไม่แก้ไขในหมวด1 และหมวด2 เอาไว้นั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นต่อประเด็นดังกล่าวให้เกิดในหมู่ประชาชนขึ้นได้อีก ทั้งในระหว่างการทำประชามติและในการนำไปสอดใส้กล่าวอ้างขอแก้ไขหมวดดังกล่าวในอนาคต เมื่อมีประชามติออกมาให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

นายนิกร กล่าวว่า ที่วิจารณ์เป็นการมัดมือชก และเป็นการสอดใส้นั้น มิได้เป็นการมัดมือชก หากแต่เป็นการกระทำตามภาระกิจสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาและต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาจากการนี้อีก จึงอยากสอบถามกลับไปว่าการเปิดให้กว้างในประเด็นที่เห็นแล้วว่าอ่อนไหวมากเช่นนั้นจะไม่เป็นการเปิดมือยุยงให้ประชาชนชกกันเองหรือ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ต้องช่วยกันป้องกันสถานะการณ์เช่นนั้นมิใช่ช่วยกันสุมไฟ และอยากจะถามกลับไปอีกว่าตกลงแล้วอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดต่างๆเพื่อประชาชนหรืออยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในหมวด1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับมาตรา 112 เช่นนั้นหรือ



“อนุทิน” สั่งตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยท้องถนน ช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566 เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุม 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2567 และประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3/2566


มีสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมประชุมฯ และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด

โดย ศปถ.พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ภายใต้แนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” เพื่อสร้างการสัญจรทางถนนที่ปลอดภัยให้กับประชาชน รวมถึงพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนหลักสูตรความปลอดภัยทางถนน “วัคซีนจราจร” ที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

อนุทิน กล่าวอีกว่า พร้อมดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการ สถานบันเทิง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งผู้ประกอบการจะต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายสุราตามกฎหมาย รวมถึงไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบสังคมและป้องปราบผู้กระทำผิดกฎหมาย สร้างการรับรู้มาตรการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์อุบัติเหตุ การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยผ่านทุกช่องทางสื่อ ตลอดจนจัดหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพกู้ภัย และเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ และส่งต่อผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัยไร้อุบัติเหตุทางถนน



รัฐบาลชวนประชาชนเข้าโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ 4.0

คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 รัฐบาลห่วงใยพี่น้องประชาชน พร้อมดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สินตลอดเทศกาล ขอเชิญชวนประชาชนฝากบ้านไว้กับตำรวจ ตามโครงการ ‘ฝากบ้านไว้กับตำรวจ 4.0’ โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิ เคชัน ‘ฝากบ้าน 4.0 (OBS)’ ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนช่วงวันหยุดยาว


คารม แนะนำช่องทางเข้าร่วมโครงการฯ สามรถทำได้ง่าย ๆ ผ่านแอปฝากบ้าน 4.0 (OBS) เริ่มจากโหลดแอปฝากบ้าน 4.0 (OBS) ลงทะเบียนกรอกข้อมูล เลือกสถานีตำรวจที่ขอรับบริการฝากบ้าน จากนั้นเลือกเมนู ‘ฝากบ้าน’ แล้วกดเลือก ‘ฝากบ้านของฉัน’ กรอกรายละเอียดคำร้อง ตรวจยืนยันการรับฝากบ้าน นอกจากการดำเนินโครงการฝากบ้านผ่านแอปพลิเคชันแล้ว ประชาชนสามารถเข้าร่วมโครงการด้วยการยื่นแบบฟอร์มเข้าร่วมโครงการฯ ที่สถานีตำรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ขอให้ระมัดระวังอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ 2567 ขอให้ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนเดินทางออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย ป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้าน

รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ พร้อมปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด หรือต้องการความช่วยเหลือ กรุณารีบแจ้งสถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือโทร. สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ระมัดระวังอย่าหลงเชื่อกลุ่มคนร้ายที่อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อขอรับบริจาค หรือขอรับความช่วยเหลืออื่น ๆ ทั้งมาติดต่อที่บ้านหรือทางออนไลน์ ระมัดระวังคนร้ายที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปาเข้ามาในบริเวณบ้านพักอาศัย

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News