HomeBT Newsย่อข่าวธุรกิจในประเทศ 27 ธันวาคม 2566

ย่อข่าวธุรกิจในประเทศ 27 ธันวาคม 2566



เปิดเกณฑ์ Easy e-Receipt ชอปลดหย่อนภาษีปี 67 สูงสุด 50,000 บาท

กรมสรรพากร เปิดรายละเอียดมาตรการ ‘Easy e-Receipt’ กระตุ้นการบริโภคช่วงต้นปี 2567 สนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ ให้สิทธิ์แก่ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา ที่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 67 มาใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2567 ได้ไม่เกิน 50,000 บาท

- Advertisement -


สำหรับสินค้าและบริการที่ร่วมมาตรการ จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรประกาศ โดยสินค้าที่ไม่เข้าร่วม คือ ค่าซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ และค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย เป็นต้น

ขณะเดียวกันเพื่อให้ได้รับสิทธิมาตรการดังกล่าว จะต้องมีหลักฐานใบกำกับภาษีเต็มรูป ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร ซึ่งผู้ซื้อสินค้าสามารถสังเกตร้านค้าทีมีสัญลักษณ์ Easy E-Receipt ควบคู่กับ e-Tax Invoice & e-Receipt ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอยู่ในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 4,000 ราย ครอบคลุม 116,000 จุดจำหน่ายทั่วประเทศ



R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ A- อยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ”

บริษัท Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อยู่ที่ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ


โดยมีเหตุผลหลัก ดังนี้

  1. เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวด้วยการขับเคลื่อนจากภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ อีกทั้งรัฐบาลยังมีมาตรการเชิงรุกต่าง ๆ ในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักและสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลางถึงระยะยาว
  2. แม้การขาดดุลทางการคลังจะอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตของโควิด-19 แต่ R&I เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการภาระหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ได้
  3. ภาคการเงินต่างประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2566 จะกลับมาเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ประเด็นที่ R&I สนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิด คือ “แนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการขยายฐานภาษี” เนื่องจากการลดลงของอัตราการเกิดและการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว



นายกฯ เตรียมหารือนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สร้างความร่วมมือทั้ง 2 ประเทศ

วานนี้ (26 ธันวาคม 2566) เวลา 12.00 น. ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า วันนี้ ในเวลา 18:00 น. จะร่วมรับประทานกับ นายอันวาร์ อิบบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เนื่องจากสนิทกัน


โดยจะมีการพูดคุยกันในวงเล็กด้านการตั้งคณะกรรมการพูดคุยกัน 4 ด้าน ประกอบด้วยด้านการค้าชายแดนการเกษตรการท่องเที่ยวและความมั่นคง รวมถึงพูดคุยความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสุไหงโกลก ซึ่งขณะนี้กำลังรอแบบการก่อสร้างศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือ  EIA อยู่ นอกจากนี้จะมีการหารือด้านการท่องเที่ยว ภายหลังจากที่มีการปรับการเดินทางเข้าเมือง พบว่า นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยเฉลี่ยเสาร์-อาทิตย์จาก 10,000 เป็น 30,000 คน ถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย แต่ก็ต้องช่วยดู ทางมาเลเซียด้วยว่าจะมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าไป เที่ยวประเทศมาเลเซีย หรือไม่ ดังนั้น ทั้งสองประเทศจากมาช่วยกันโปรโมต

เพื่อทำให้ภูมิภาคนี้เจริญขึ้นทางตอนเหนือของมาเลเซียและทางตอนใต้ของประเทศไทย รวมถึงจะพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเรื่องนี้ไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งมีนายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธาน



พร้อมประกาศศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ เป็นเขตส่งเสริมฯ

วานนี้ (26 ธันวาคม 2566) เวลา 14.00 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2566 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณาเห็นชอบ และรับทราบ การดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในเรื่องสำคัญ ๆ ดังนี้

  1. ที่ประชุม กพอ. ได้เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กพอ. เรื่องสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. …. เพื่อนำเสนอต่อ ครม. ต่อไป เพื่อประกาศใช้และมีผลบังคับตั้งแต่มกราคม 2567 ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ โดยใช้รูปแบบการเจรจาสิทธิประโยชน์กับนักลงทุน โดยสาระสำคัญของร่างประกาศ ฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย 7 หมวด ได้แก่ หมวด 1 บททั่วไป กำหนดให้มีการให้บริการภาครัฐเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์แบบเบ็ดเสร็จ และการกำกับดูแลนักลงทุน หมวด 2 กำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตประกอบกิจการ หมวด 3 กำหนดกระบวนการเจรจาและทำความตกลงเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ และกำหนดให้มีคณะกรรมการเจรจาสิทธิประโยชน์ หมวด 4 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือห้องชุด หมวด 5 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับสิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร และการยื่นขอรับ EEC Visa และ EEC work permit หมวด 6 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับสิทธิในการได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร หมวด 7 กำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 
     
  2. การพัฒนาศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ที่ประชุม กพอ. ได้เห็นชอบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์ธุรกิจอีอีซี และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ โดยประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษประเภทเพื่อกิจการพิเศษ บนพื้นที่พัฒนาระยะที่ 1 ประมาณ 5,795 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 14,619 ไร่ ในตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มูลค่าการลงทุนประมาณ 534,985 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหาร การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและเชิงสุขภาพ ศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาคและศูนย์ราชการสำคัญ ศูนย์บริการทางการเงิน ศูนย์ธุรกิจเฉพาะด้านและบริการอื่นๆ กิจการพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัย โดยมีแนวคิดการพัฒนาที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ผสมผสานระหว่าง ธรรมชาติ วิถีชีวิต นวัตกรรม และการออกแบบที่เน้นความยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสอดคล้องกับอนาคต 
      
    โดยศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จะสามารถรองรับคนอยู่อาศัยได้กว่า 350,000 คน คาดว่าจะเกิดการสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง สร้างแรงงานทักษะสูง มีรายได้สูงขึ้น เกิดมูลค่าการจ้างงานกว่า 1.2 ล้านล้านบาท มีกลุ่ม Startup ในธุรกิจและบริการล้ำสมัย ประมาณ 150 – 300 กิจการ สามารถกระตุ้นการขยายตัวของ GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี และเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ 1 ใน 10 ของโลกภายในปี 2580
      
  3. โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่ประชุม กพอ. รับทราบ การประกาศจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 โดยวิธีประกวดราคานานาชาติ ของกองทัพเรือ และได้เร่งรัดให้ สกพอ. รฟท. และเอกชนคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและเอกชนคู่สัญญาโครงการสนามบินอู่ตะเภาสรุปแผนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เงื่อนไขบังคับก่อนการเริ่มต้นโครงการสนามบินอู่ตะเภาฯ ทั้งหมดครบสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญา เพื่อให้โครงการสนามบินอู่ตะเภาฯ เริ่มต้นการก่อสร้างได้ภายในต้นปี 2567 นอกจากนี้ กพอ. ได้เห็นชอบให้ สกพอ. ปฏิบัติตามรายงาน EHIA ของโครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 รวมถึงงานก่อสร้างอื่น ๆ ภายในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา อย่างเคร่งครัด โดยให้ สกพอ. ขอรับจัดสรรงบประมาณปี 68 จากสำนักงบประมาณ เพื่อจัดหาบุคคลที่ 3 (Third Party) เป็นผู้ดำเนินการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้รับเหมาให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้รายงาน EHIA อาทิ เสียง อากาศ การสั่นสะเทือน การจัดการของเสีย เป็นต้น



รัฐบาลจ่ายเงิน สนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี กว่า 7 พันล้านบาท

วานนี้ (26 ธ.ค. 66) เวลา 12.30 น. ณ บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหาร เข้าพบนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรม Kick off โครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตปีที่ผ่านมา โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมด้วย


โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกดปุ่ม Kick off และพบปะทักทายเกษตรกรชาวไร่อ้อยผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยรองนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะขณะนี้ค่าฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยมีค่าสูง ถ้าเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดไร่อ้อยสดก็จะลดภาวะของฝุ่นละอองลงซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกภาคส่วน ทั้งนี้รู้สึกยินดีกับเกษตรกรที่ได้รับเงิน การจ่ายเงินในวันนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลมอบให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย พร้อมทั้ง ขอให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความสุขมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไปจนประสบความสำเร็จ

นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรียืนยันรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหา PM2.5 เนื่องจากขณะนี้ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหารุกรามไปเกือบทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำไร่อ้อยในลักษณะเดิม ๆ คือ การเผาอ้อย ซึ่งจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ รัฐบาลได้ใช้ประเด็นนี้เป็นเงื่อนไขในการเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรเข้ามาร่วมโครงการนี้ อีกทั้งมาตรการการค้า ระเบียบโลกนั้นกำลังเปลี่ยนแปลง การซื้อขายสินค้าหากสินค้าเหล่านั้นมีการกระทบกับสิ่งแวดล้อมก็จะก่อให้เกิดปัญหา โครงการนี้จึงเป็นมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนที่จะทำให้การค้าขายระหว่างประเทศในระเบียบโลกใหม่สามารถเดินไปได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการสนับสนุนเกษตรกรตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในฤดูการผลิตปีที่ผ่านมา ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.66 ด้วยกรอบวงเงิน 7,990 ล้านบาท โดยให้เร่งจ่ายเงินให้ทันในเดือน ม.ค.67 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เข้าหลักเกณฑ์และมีสิทธิ์ได้รับเงินสนับสนุนทั้งสิ้น 125,139 ราย ปริมาณอ้อยสด 64.53 ล้านตัน วงเงิน 7,744 ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งดำเนินการร่วมกับ ธ.ก.ส. โดยสามารถจ่ายเงินสนับสนุนในรอบแรกได้ในวันที่ 26 ธ.ค.66 นี้ โดยมีชาวไร่ที่จะได้รับเงินจำนวน 105,411 ราย ปริมาณอ้อยสด 57.65 ล้านตัน วงเงิน 6,918 ล้านบาท

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News