HomeBT Newsส่อง 5 นโยบายเศรษฐกิจ หมัดต่อหมัด พรรคไหน มัดใจประชาชน

ส่อง 5 นโยบายเศรษฐกิจ หมัดต่อหมัด พรรคไหน มัดใจประชาชน

            ปี่กลองโหมกระหน่ำต้อนรับเทศกาลเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองต่างออกนโยบายดึงใจประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องถูกยกเป็นโจทย์อันดับ 1 ที่ทุกพรรคการเมืองต่างคิดยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ส่องนโยบาย 5 พรรคใหญ่ เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด มัดใจประชาชนอย่างไร

พลังประชารัฐ ดัน 7 เศรษฐกิจ

พรรคพลังประชารัฐประกาศเดินหน้าจัดทำนโยบายบัตรประชารัฐ 700 บาทต่อเดือน ให้กับประชาชน และพร้อมเริ่มมีผลทันทีหากพรรคได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต่อยอดจากเดิมที่พรรคพลังประชารัฐดูแลช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นเงิน 200-300 บาท/เดือน แต่จากการประเมินในการลงพื้นที่ของส.ส. และว่าที่ผู้สมัคร พบว่าเงินที่ช่วยเหลือดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มีสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่แตกต่างกัน ดังนั้น เสียงสะท้อนจากผู้ได้รับสิทธิที่นำไปใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะในการซื้อเครื่องอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นยังไม่เพียงพอ ทำให้ประเมินว่าควรมีการเพิ่มเงินช่วยเหลืออีกประมาณ 500 บาท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

- Advertisement -

พร้อมกันนี้ ได้ประกาศ 7 เศรษฐกิจประชารัฐ ยกระดับความสามารถผู้ผลิต สมาร์ทเอสเอ็มอี ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ คือ

1. ยกระดับความสามารถผู้ผลิต 5 ล้าน Smart SMEs 1 ล้าน, Smart Farmers 1 ล้าน, Startups 1 ล้าน, Makers และ 1 ล้านค้าปลีกชุมชน

2. ก้าวสู่เกษตรประชารัฐ 4.0 ปรับโครงสร้างภาคเกษตร ด้วยนโยบาย “3 เพิ่ม 3 ลด” นั่นคือ “เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรมเพิ่มทางเลือก” และ “ลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยง ลดต้นทุน”

3. กระจายรายได้ กระจายโอกาส ด้วยการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้ สร้างเส้นทางเชื่อมโยงชุมชนสู่ชุมชน

4. ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจแบ่งปัน เพราะจุดแข็งของประเทศไทย ประการหนึ่ง คือ ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมของความเกื้อกูลแบ่งปัน

5. สร้างเศรษฐกิจชีวภาพ อุตสาหกรรมหมุนเวียน นวัตกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญที่ประเทศไทยมีโอกาสแข่งขันในเวทีโลก และตอบโจทย์ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ครอบคลุมถึงการเกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและการท่องเที่ยว

6. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ด้วยการสนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่ เน้นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยเฉพาะ 5G

7. ลดอุปสรรค เพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจ เน้นการปฏิรูประบบราชการ ทำให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

เพื่อไทยเปิดแนวคิด “รดน้ำที่ราก”

พรรคเพื่อไทย ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ยังคงถูกยึดเป็นแนวหลักในการหาเสียง จากปี 2566 จนถึงปี 2570 พรรคเพื่อไทยประกาศจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตอย่างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ด้วยแนวคิด “รดน้ำที่ราก” เพื่อให้ต้นไม้งอกงามได้ทั้งต้น โดยรากแก้วที่สำคัญคือครอบครัว พรรคเพื่อไทยจะใช้ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นพลังขับเคลื่อน ด้วยการดึงศักยภาพอย่างน้อย 1 คนในทุกครอบครัว ให้ได้รับโอกาสในการอบรม บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ที่มีความถนัดให้ดีขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ ในสถาบันอาชีวะทั้งรัฐและเอกชนกว่า 800 แห่ง เมื่อเห็นศักยภาพที่เด่นชัดจะได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาไปฝึกอบรมทักษะระดับโลกต่อในต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ยังประกาศเพิ่มทักษะสร้างสรรค์ Soft Power ด้านต่างๆ เช่น เชฟทำอาหาร นักออกแบบ  แฟชั่นดีไซเนอร์  นักร้อง นักแต่งเพลง คนเขียนบท ยูทูบเบอร์ นักสร้างคอนเทนท์ นักออกแบบมัลติมีเดีย นักกีฬา หรือสปาเทอราปิสต์ ทำให้มีรายได้คนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ประเทศไทยมี 20 ล้านครอบครัว สามารถสร้างงานทักษะสูงได้ 20 ล้านตำแหน่ง มีรายได้รวมกันถึงปีละ 4 ล้านล้านบาท และในปี 2570 คนไทยต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 600 บาทต่อวัน เงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป 

ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนที่มีอยู่ก่อนหน้าจะล้างหนี้จนหมดสิ้น เปิดโอกาสให้คนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว หรือวิสาหกิจชุมชนที่กำลังเติบโต สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้หลากหลายด้วยดอกเบี้ยต่ำ มีกองทุนหมู่บ้านที่ขยายบทบาทมากขึ้น กองทุนร่วมทุน และการระดมทุนแบบ crowdfunding  ส่งเสริมการแข่งขันพัฒนาธุรกิจของขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ด้วยการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจทุกขั้นตอนแบบ one stop service สร้างกติกาการแข่งขันที่เสรีและเท่าเทียม ทลายการผูกขาดในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่กีดขวางความคิดสร้างสรรค์ของรายเล็กรายย่อย เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ผลไม้ 

ภูมิใจไทยพักหนี้ 3 ปี

พรรคภูมิใจไทย ประกาศนโยบายเศรษฐกิจด้วยการ พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยให้เหตุผการพักหนี้ว่า เพราะปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จากสถานการณ์สงคราม และ สถานการณ์โรคระบาดโควิด ทำให้ประชาชนตกงาน บริษัทต้องปิดกิจการ ร้านค้าประสบภาวะขาดทุน ขณะที่มาตรการควบคุมโรคของรัฐบาล ทำให้ประชาชนจำนวนมากเป็นหนี้ และไม่มีรายได้ชำระหนี้ได้ตามกำหนด ส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยเดินไม่หยุด เพื่อลดปัญหาหนี้สินให้ประชาชน ไม่ต้องหาเงิน จ่ายต้น จ่ายดอกทบเท่าทวีคูณ เพื่อประชาชนจะได้นำเงินที่มีและหาได้มาใช้ยังชีพ เลี้ยงดูครอบครัวเป็นลำดับแรก มีเวลาตั้งหลัก  เริ่มต้นใหม่ เป็นเวลา 3 ปี จะทำให้มีความสามารถชำระหนี้เพิ่มขึ้น

ลดรายจ่ายประชาชนด้วยนโยบายพลังงานสะอาด ฟรีหลังคาโซล่าเซลล์ ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท โดยให้ประชาชนทุกคน ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการใช้หลังคาบ้านติดตั้งโซล่าเซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์​ใช้ในบ้านเรือนของตนเอง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อเดือน และส่งกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายให้แก่รัฐบาล ผ่านระบบของการไฟฟ้า ซึ่งจะต้องปรับบทบาทหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะติดตั้งโซล่าเซลล์​ให้แก่ประชาชนที่นำบ้านหรือที่พักอาศัย สถานประกอบการ เข้าร่วมโครงการ ฟรี และ รับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากประชาชน โดยการบันทึก เป็นเครดิตพลังงาน ที่ประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายเมื่อใช้กระแสไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนและยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าได้ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับส่วนลดค่ากระแสไฟฟ้า และ เครดิตพลังงาน เป็นเวลา 25 ปี ตามอายุโครงการความร่วมมือผลิตกระแสไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

นอกจากนี้ประชาชนทุกคนที่นำบ้าน ที่พักอาศัย เข้าร่วมโครงการติดตั้งโซล่าเซลล์ฟรี จะได้รับสิทธิซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าบ้านละ 1 คัน ในราคา 6,000 บาท ด้วยระบบผ่อนชำระเดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 60 เดือน และสามารถใช้เครดิตพลังงาน เติมกระแสไฟฟ้าได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าพลังงานสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน ทั้งการซื้อรถราคาถูก และ ไม่ต้องเสียเงินค่าพลังงาน

ประชาชน ที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากรัฐบาล ในฐานะผู้ผลิตพลังงานสะอาดให้กับรัฐบาล ลดการลงทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าของรัฐบาล และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานสะอาดเป็นลำดับต้นๆ ของโลก การเป็นประเทศที่ผลิตและใช้พลังงานสะอาด จะทำให้ประเทศไทยมีคาร์บอนเครดิตจำนวนมาก สามารถนำไปขาย นำเงินมาจัดทำโครงการ และพัฒนาต่อยอดได้ ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการของนโยบายพลังงานสะอาดคือ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่คนไทย และประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ชาติพัฒนากล้า ชู Spectrum Economy

พรรคชาติพัฒนากล้า ชูแนวคิด “งานดี-มีเงิน-ของไม่แพง” นโยบายรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้อีก 5 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี ด้วยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเฉดสี (Spectrum Economy) ได้แก่

เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม : เพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียน ต้องแยกระบบสายส่งออกจากการไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งของรัฐ ขยายพื้นที่ป่าเป็น 40% หรือ 26 ล้านไร่ของประเทศ ด้วยการออกพันธบัตรป่าไม้มูลค่า 65,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ประชาชน ทั้งการขายพืชเศรษฐกิจและคาร์บอนเครดิต

เศรษฐกิจสีเทา เปลี่ยนส่วยเป็นภาษี : ธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจสีเทาแฝงอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากเป็นอันดับต้นของโลก สูงถึง 50% ของ GDP แต่ขาดให้โอกาสในการเก็บภาษีเข้ารัฐ จึงเสนอให้มีกาสิโนในรีสอร์ทเหมือนสิงคโปร์ ที่มีรายได้ในส่วนนี้ 2 แสนล้านบาทต่อปี

เศรษฐกิจสีขาว เศรษฐกิจสายมู : ตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวสายมูที่เป็นเทรนด์ใหม่ในโลก จังหวัดละ 1 พันล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มาจากการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยจะตั้งกองทุนให้กับ 77 จังหวัดเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เศรษฐกิจสายเทค : สร้างโอกาสด้านดิจิทัลอีโคโนมี 1.75 ล้านล้านบาท สร้างโอกาสให้คนไทยในเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม โดยที่สามารถดำเนินการได้ก่อนคือเรื่องการท่องเที่ยว ให้สามารถจองห้อง จองโรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้เอง โดยไม่ต้องแบ่งรายได้ให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม เนื่องจากทำให้ไทยสูญเสียโอกาสไปมาก

เศรษฐกิจสีรุ้ง : จากความเท่าเทียมสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อสูงสุด 1 ล้านล้านบาททุกปี เริ่มด้วยการปรับกฎหมายให้สมรสได้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรองรับกำลังซื้อใหญ่จากทั่วโลก

เศรษฐกิจสีเงิน เศรษฐกิจวัยเก๋า : สร้างบ้านผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้าน 5 หมื่นล้าน 1 ล้านครัวเรือน เพื่อลดสถิติคนสูงอายุล้มในบ้านปีละ 2 ล้านคน

เศรษฐกิจสีเหลือง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : ตั้งกองทุน Soft power

ประชาธิปัตย์สานต่อเศรษฐกิจฐานราก

ปิดท้ายด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความพร้อมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมการด้านตัวบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือในส่วนของนโยบาย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดยุทธศาสตร์หลัก ที่หากประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็จะเป็นยุทธศาสตร์หลักที่จะพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส โดยยุทธศาสตร์นั้นก็คือ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’

สร้างเงิน คือยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นหลายนโยบายที่จะมีรายละเอียดตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายประกันรายได้คนไทยและประกันรายได้ให้กับประเทศ สร้างคน คือยุทธศาสตร์ทางด้านสังคม ซึ่งจะมุ่งเน้นในเรื่องของการศึกษาและการสาธารณสุข รวมทั้งการเน้นการศึกษาทันสมัยและสวัสดิการตลอดชีพ โดยจะมีการเปิดรายละเอียดต่อไปถัดจากนี้ สร้างชาติ เป็นการสร้างชาติด้วยนโยบายสำคัญทางด้านการเมือง ที่จะมุ่งเน้นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประชาธิปไตยสุจริต ซึ่งจะมีรายละเอียดตามมาต่อไปเช่นเดียวกัน 

พรรคประชาธิปัตย์ยังเน้นสานต่อนโยบายยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในส่วนของการประกันรายได้ส่วนต่างราคา ข้าว มัน ยาง ปาล์ม และข้าวโพด รวมถึงนโยบายสำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าว ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4.7- 4.8 ล้านครัวเรือน ชาวนารับ 30,000 บาทต่อ 1 ครัวเรือน นโยบายฟรีนมโรงเรียน 365 วัน เพื่อพัฒนาเด็กสำหรับประเทศชาติในวันข้างหน้า สนับสนุนกลุ่มประมงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 2,800 กว่าแห่ง ด้วยการให้เงินอุดหนุนกลุ่มละ 100,000 บาทต่อปีทุกกลุ่ม ออกโฉนดที่ดิน 1 ล้านแปลง ภายใน 4 ปี ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาของพี่น้องที่ไม่มีที่ดินทำกิน อยู่ในที่รกร้างว่างเปล่า สนับสนุนธนาคารหมู่บ้านและชุมชน แห่งละ 2 ล้านบาททั้งประเทศ รวมทั้งในกรุงเทพมหานครทุกชุมชนด้วย

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News