Home BT News ส่องภารกิจ ‘แบงก์ชาติ’ ความหวังแก้หนี้คนไทย

ส่องภารกิจ ‘แบงก์ชาติ’ ความหวังแก้หนี้คนไทย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้รายงานข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทยที่เป็นข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 พบว่ามีมูลค่ากว่า 14.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 89.3% ต่อจีดีพี หรือหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยสภาพัฒน์ยังกังวลต่อหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก และมีหนี้ด้อยคุณภาพ หรือหนี้เสีย NPL ในกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งหนี้เสียบัตรเครดิต 1 ใน 3 เป็นลูกหนี้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี

ในเรื่องนี้เป็นภารกิจหน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ที่ต้องดูแลหนี้สินครัวเรือนให้มีคุณภาพ และเป็นหนี้ที่เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ สร้างมูลค่าได้ในอนาคต ส่วนหนี้ที่มีอยู่เดิมก็ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกับให้ความรู้ทางการเงิน และสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชนคนไทย

- Advertisement -

ยิ่งในช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก ยิ่งทำให้คนไทยที่มีหนี้ต่างประสบปัญหารายได้ขาด ไม่มีเงินมาชำระหนี้คืนจนกลายเป็นหนี้เสีย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นถึงความพยายามของแบงก์ชาติ คือ มีมาตรการที่ออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นทันด่วน มาตรการปรับปรุงแก้ไขระยะยาว

ประมวลรวมมาตรการทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนของแก้หนี้เดิม ข้อมูล ณ สิ้นเดือน ก.ย.2564 รวมมี 6.69 ล้านบัญชี มูลหนี้ 3.82 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์กับนอนแบงก์ 2.72 ล้านบัญชี มูลหนี้ 2.24 ล้านล้านบาท และสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือแบงก์รัฐ 3.97 ล้านบัญชี มูลหนี้ 1.58 ล้านล้านบาท ด้านโครงการพักทรัพย์ พักหนี้  มีผู้ได้รับความช่วยเหลือ 178 ราย มูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอน 25,190 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ เช่น โรงแรม โรงงาน สปา เป็นต้น

ขณะที่การเติมเงินใหม่ อย่างมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ข้อมูล ณ วันที่ 15 พ.ย.2564 มียอดอนุมัติสินเชื่อ 126,881 ล้านบาท มีผู้ได้รับสินเชื่อ 39,722 ราย วงเงินอนุมัติเฉลี่ย 3.2 ล้านบาทต่อราย ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.2564 มีผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตแล้ว 7 ราย แต่ปล่อยสินเชื่อแล้ว 4 ราย ได้แก่ ซี มันนี่ , แอสเซนด์ นาโน , อีออน และธนาคารกสิกรไทย โดยมีผู้ได้รับสินเชื่อ 416,741 ราย ยอดคงค้าง 2,087 ล้านบาท มียอดหนี้เฉลี่ยรายละ 5,000 บาท

การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิดหนักหนามากที่สุด โดยผู้ประกอบธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวได้รับสินเชื่อใหม่ช่วงก่อนมี.ค.2563 – ต.ค.2564 เพิ่มขึ้น 1.25 แสนล้านบาท มี 84% เป็นเงินของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเอง และที่เหลือ 16% เป็นเงินจากมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และสินเชื่อซอฟต์โลน ในส่วนนี้พบว่า ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี 9,000 ราย รวม 20,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงแรม ที่พักแรม

ขณะที่สินเชื่อธุรกิจโรงแรมและที่พักแรมของธนาคารพาณิชย์มีในพอร์ตสินเชื่อรวม 4.56 แสนล้านบาท มี 64% หรือ 2.92 แสนล้านบาทได้รับความช่วยเหลือแล้ว เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ขยายอายุสัญญา ปรับลดดอกเบี้ยให้ โดย 62% ปรับโครงสร้างหนี้ , 33% พักหนี้ และ 5% พักทรัพย์พักหนี้

ส่วนใครที่เป็นหนี้เสีย NPL แล้วหาทางออกไม่ได้ แบงก์ชาติ ได้มีโครงการคลินิกแก้หนี้ รวมหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ที่เป็น NPL เอาไว้ด้วยกัน แล้วตอนนี้ให้จ่ายอัตราเดียวคือ 5% ต่อปี และปรับคุณสมบัติให้คนเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 ต.ค.2564 เข้าร่วมได้แล้ว

แถมล่าสุด “แบงก์ชาติ” ได้ออกมาตรการใหม่ โดยสนับสนุนให้สถาบันการเงินทั้งธนาคาร และนอนแบงก์ ช่วยลูกหนี้ผ่านโปรแกรม รวมหนี้ และ รีไฟแนนซ์ เพื่อลดรายจ่ายของลูกหนี้ได้ในเรื่องของดอกเบี้ยลง เช่น มีหนี้บ้านกับสถาบันการเงิน A คิดดอกเบี้ย 6% และมีหนี้บัตรเครดิตกับสถาบันการเงิน B คิดดอกเบี้ย 16% เมื่อนำหนี้บัตรเครดิตมารวมกับหนี้บ้านจะคิดดอกเบี้ยอัตราเดียวบิลเดียวที่ไม่เกิน 8% หรือคิดจากดอกเบี้ยบ้าน 6% บวกกับดอกเบี้ยบัตรที่นำมารวมหนี้ไม่เกิน 2%

ซึ่งถือว่าดอกเบี้ยนั้นถูกลงอย่างเห็นได้ชัด แถมการรวมหนี้นั้น ยังทำได้ทุกรูปแบบ เช่น จะรวมหนี้ในสถาบันการเงินเดียวกันก็ได้ หรือจะย้ายแบงก์ย้ายค่ายจาก A ไป B ก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถย้ายจาก A และ B ไปแห่งใหม่คือ C ก็ยังทำได้ ถือเป็นโปรโมชั่นนาทีทองซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2566

แต่ที่น่าคิดติดตามต่อไปว่า จะมีลูกหนี้เข้าร่วมโปรแกรม รวมหนี้ และรีไฟแนนซ์ ในครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าไม่เคยมีโปรแกรมในลักษณะนี้ แต่ลูกหนี้ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไรนัก เนื่องจากที่ข้อกังวลต่างๆ นานามากมาย ไม่ว่าจะเป็น กลัวว่าเมื่อรวมหนี้บัตรเครดิตกับหนี้บ้านแล้ว เมื่อไม่มีเงินจ่ายจะต้องถูกยึดบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากตนเองค้างจ่ายหนี้บัตรเครดิตจนถูกบังคับคดี ก็มีสิทธิสืบทรัพย์มาถึงบ้านเพื่อนำมายึดขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เหมือนกัน

ดังนั้นการมีหนี้ ก็ควรใช้คืนให้ตรงตามเวลากำหนด จะได้ไม่เสียประวัติ และไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าคนมีหนี้ที่ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ได้จริง ๆ แล้วล่ะก็ คงต้องรีบหาทางแก้ไขเข้าโปรแกรมช่วยเหลือจากทางการ หรือจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้ให้เร็วที่สุด

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News