HomeBT Newsย่อข่าวธุรกิจในประเทศ 19 ธันวาคม 2566

ย่อข่าวธุรกิจในประเทศ 19 ธันวาคม 2566



นายกฯ หารือ Panasonic ขยายลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ในไทย

นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับผู้บริหารบริษัท Panasonic holdings corporation ณ โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว เพื่อเพิ่มโอกาสความร่วมมือระหว่างกัน


โดย บริษัท Panasonic โดยได้ดำเนินธุรกิจบริการและสนับสนุนในไทย ดังนี้

- Advertisement -

  1. บริษัท พานาโซนิค โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัทการค้า ระหว่างประเทศ (International Trading Centers: ITC) ศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระหว่าง ประเทศ และกิจการสำนักงานสนับสนุนการค้าและการลงทุน
  2. บริษัท พานาโซนิค (ประเทศไทย) จำกัด กิจการสำนักงานสนับสนุนการค้าและการลงทุน
  3. บริษัท พานาโซนิค อินดัสเตรียล ดิไวซ์ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนและ ผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และเครื่องเชื่อมไฟฟ้า รวมถึงให้บริการติดตั้ง ซ่อม และบริการหลังการขาย
  4. บริษัท พานาโซนิค แฟคทอรี โซลูชั่นส์ อินทิเกรชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการ ไอทีโซลูชั่นส์แบบครบวงจร ทั้งในส่วนของซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ เพื่อการจัดการในโรงงานอุตสาหกรรม



นายกฯ ชู Landbridge สร้างโอกาสให้ไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดสัมมนางานภาพรวมของโครงการ Landbridge และโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งมีบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเกือบ 30 บริษัทให้ความสนใจร่วมเข้ารับฟัง ณ ห้องซากุระ โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น


ย้ำว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่รัฐบาลไทยได้ริเริ่มขึ้น จากโอกาสและศักยภาพของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค และในอนาคตอาจจะเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งอีกแห่งหนึ่งของโลก

การลงทุนโครงการนี้ นักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจในภาคบริการ ธุรกิจภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ในภาพรวมนั้น คาดว่าจะเกิดการสร้างงานในพื้นที่จำนวนไม่น้อยกว่า 280,000 อัตรา เกิด GDP ของประเทศ จะเติบโตถึง 5.5% ต่อปี หรือประมาณ 6.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมีการพัฒนาโครงการอย่างเต็มรูปแบบ



โฆษกฯ เผย นายกผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด

วานนี้ (18 ธันวาคม 2566) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มุ่งมั่นผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด ไฟฟ้าสีเขียว เพื่อสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดมลพิษ  ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในประเทศไทย (FDI) ให้เพิ่มมากขึ้น เสริมสร้างเศรษฐกิจแบบ “ซีโร่คาร์บอน”


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น และได้ดำเนินการผลักดันนโยบายด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยจากเดิมอยู่ที่ 28% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำประเทศไทยมีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด 100% (RE100) มากถึง 12,000 เมกะวัตต์ (Megawatt : MW) โดยแผน PDP ฉบับใหม่นี้จะประกาศใช้ในช่วงต้นปี 2567
 
นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะใช้กลไก Utility Green Tariff (UGT) ซึ่งเป็นกลไกที่ส่งเสริมการนำพลังงานไฟฟ้าสะอาดไปใช้กับภาคอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยจะนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แบบ Feed-in Tariff (FiT) พ.ศ. 2565 – 2573 จำนวนกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ที่รัฐได้รับสิทธิ์ในใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) มาเป็นองค์ประกอบหลักของกลไกนี้ โดยมีการขายไฟฟ้าพร้อมใบรับรองฯ (REC) สามารถตรวจสอบย้อนหลัง (Traceable) ได้ถึงผู้ผลิต แหล่งผลิต สร้างความมั่นใจว่าไม่มีการปล่อยคาร์บอน 100% โดยที่ภาคอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว และได้ใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บรรลุเป้าหมายและสอดคล้องกับนโยบายพลังงานไฟฟ้าสะอาดที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อน ซึ่งในอนาคตจะมีปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มมากขึ้น 
 
“รัฐบาลมุ่งหน้าสนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาด ซึ่งนอกจากจะเป็นพลังงานที่ยั่งยืน แทบไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ยังมีต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวที่ต่ำอีกด้วย โดยที่ผ่านมารัฐบาล ได้ดำเนินการเจรจากับบริษัทต่างๆ พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพด้านการผลิตของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการที่ประเทศไทยมีระบบพลังงานไฟฟ้าที่เสถียร ยั่งยืน  เป็นพลังงานสะอาด และราคาถูก ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่จะช่วยดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเนื่องจากมีความยั่งยืนทางพลังงานสูง ซึ่งจำเป็น และสอดคล้องกับการทำงานของบริษัทชั้นนำ เช่น กลุ่มธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานผลิตรถ EV โรงงานผลิตไมโครชิป รวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่นที่จะเข้ามาลงทุนในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามเป้าหมาย เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์มากที่สุด” นายชัย กล่าว



รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ ดึงเม็ดเงินเข้าระบบอย่างน้อย 500,000 ล้านบาท

วานนี้ (18 ธ.ค. 66) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สินทั้งระบบให้กับประชาชนทุกกลุ่มทั้งภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ซึ่งปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่กับสังคมไทยมายาวนานทั้งปัญหาหนี้นอกระบบและในระบบ  โดยการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบของรัฐบาลครั้งนี้ได้มีการกำหนดแนวทางในการดำเนินการอย่างชัดเจนและเป็นการบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นไปอย่างยั่งยืน และไม่กลับมาเป็นหนี้ซ้ำอีก โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงการเดินหน้าแก้หนี้ทั้งระบบและแนวทางมาตรการแก้หนี้แต่ละกลุ่มที่ครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน ดังนี้


กลุ่มที่ 1 คือ ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยกลุ่มนี้จะได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้เสีย หรือได้รับการพักชำระหนี้เพื่อผ่อนปรนภาระเป็นการชั่วคราว สำหรับลูกหนี้รายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่มีหนี้เสียกับธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. รัฐบาลจึงกำหนดให้ธนาคารทั้งสองแห่งติดตามทวงถามหนี้ตามสมควร และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้กลุ่มนี้ เพื่อให้ไม่เป็นหนี้เสียอีกต่อไป โดยคาดว่าจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในกลุ่มนี้ ได้ประมาณ 1.1 ล้านราย ส่วนลูกหนี้ SMEs  สถาบันการเงินของรัฐจะเข้าไปช่วยเหลือผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้  และพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ SMEs ที่อยู่กับแบงก์รัฐ  ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะช่วยเหลือลูกหนี้ SMEs เหล่านี้  ได้ครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียในกลุ่มนี้ นับเป็นจำนวนกว่า 100,000 ราย
 
กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมาก จนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยได้แก่ กลุ่มข้าราชการ ครู ตำรวจ ทหาร ที่มักจะมีหนี้กับสถาบันการเงิน และกลุ่มที่เป็นหนี้บัตรเครดิต โดยกลุ่มข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำรวจ ทหาร จะได้รับการช่วยเหลือผ่าน 3 แนวทางด้วยกัน แนวทางแรก คือการลดดอกเบี้ยสินเชื่อไม่ให้สูงจนเกินไปแนวทางที่สอง จะต้องโอนหนี้ทั้งหมดไปไว้ในที่เดียว เช่น ที่สหกรณ์ เพื่อให้การตัดเงินเดือนนำมาชำระหนี้ทำได้สะดวก และสอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้ และแนวทางสุดท้าย คือ บังคับใช้หลักเกณฑ์การตัดเงินเดือน ให้ลูกหนี้มีเงินเดือนเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งทั้งสามแนวทางนี้จะทำพร้อมกันทั้งหมด
 
กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง (เช่น เกษตรกร ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)) จะได้รับการช่วยเหลือ โดยการพักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว การลดดอกเบี้ย หรือลดเงินผ่อนชำระในแต่ละงวดให้ต่ำลง เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้เกษตรกร โดยลูกหนี้กลุ่มนี้ รัฐบาลได้มีโครงการพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรแล้ว โดยพักทั้งหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งโครงการนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมการพักหนี้กว่า 1.5 ล้านราย เป็นต้น
 
กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินของรัฐมาเป็นระยะเวลานาน กลุ่มนี้จะโอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างสถาบันการเงินของรัฐ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งจะทำให้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้เป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มนี้ได้ประมาณ 3 ล้านราย



ครม.เตรียมเสนอลดค่าไฟฟ้างวดใหม่ ม.ค. – เม.ย.67

วันนี้ (18 ธ.ค. 66) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผย ว่าการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอปรับลดค่าไฟฟ้างวดใหม่ ม.ค. – เม.ย.67  
โดยตัวเลขค่าไฟจะไม่เกินที่ 4.20 บาทต่อหน่วย ขณะนี้กำลังทำตัวเลขอยู่ว่าจะได้เท่าไหร่ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน  ส่วนครัวเรือนที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่เคยใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ก็จะมีช่วยเหลือ อยู่ที่ราคาเดิม คือ 3.99 บาท ซึ่งสามารถช่วยครัวเรือนได้ประมาณ 17 ล้านราย


นางรัดเกล้า ย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันอยากที่จะให้ค่าไฟฟ้า อยู่ที่ 4.10 บาท แต่จะต้องมีหลายส่วนที่ต้องดูให้สอดคล้องกัน  และรัฐมนตรีพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปรับโครงสร้างเท่านั้น  
 
“ขอประชาชนไม่ต้องห่วง รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องของพลังงานไฟฟ้า ราคาน้ำมัน  โดยจะรื้อทั้งระบบที่เคยมีมากว่า 30 ปีทั้งนี้เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างดี  ซึ่งจะไม่สร้างภาระให้กับประชาชน และสิ่งใดที่สามารถทำได้จะทำทันที”

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News