บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เผย 3 แนวทางขับเคลื่อนธุรกิจไปรษณีย์ไทย ปรับโครงสร้างธุรกิจ บูรณาการการทำงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถ รองรับการเติบโตในอนาคต พัฒนาบุคลากร สร้างความแตกต่างในบริการ ครองใจผู้ใช้บริการ
นายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออี-มาร์เก็ตเพลสสามารถทำระบบขนส่งได้เอง ซึ่งคาดว่าจะกระทบระบบโลจิสติกส์ในหลาย ๆ มิติ คณะกรรมการไปรษณีย์ไทยจึงได้มีนโยบายมอบหมายให้ผู้บริหารไปรษณีย์ไทยปรับกลยุทธ์ธุรกิจ
พร้อมยกเครื่องคุณภาพบริการ รักษามาตรฐานที่จะต้องส่งด่วน ส่งดี ปักหมุดบริการ EMS Same Day / Next Day การหาเครื่องจักรมาใช้งานเพื่อลดจำนวนคนแต่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น ที่จะส่งของให้ผู้รับได้ภายในวันเดียว และวันรุ่งขึ้นกรณีต่างภูมิภาค ตอบโจทย์คนไทยในทุกมิติ ซึ่งในหลายพื้นที่ทำได้ดี ซึ่งเรายอมรับว่าเรื่องเทคโนโลยียังล้าหลัง แต่ก็ยังเล็งเพิ่มทักษะด้านโลจิสติกส์ให้พนักงานเพื่อให้อยู่ในธุรกิจได้
-รักษ์โลกไปด้วยกัน ไปรษณีย์ไทย x บ้านปูฯ เปิดตัวรถขนส่งไปรษณีย์พลังงานไฟฟ้า
-ไปรษณีย์ไทย ขยาย “โลจิสโพสต์เวิลด์” เพิ่ม 76 แห่ง สู่ 33 ประเทศทั่วโลก
ไปรษณีย์ไทยมีฐานข้อมูล 18 ล้านครัวเรือน เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยกำลังหาที่ปรึกษามานำ Data ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งระยะเวลาดำเนินการน่าจะอยู่ที่ 12-18 เดือน ส่วนยุทธศาสตร์ทั้งหมดน่าจะใช้เวลา 3 ปี จะเพิ่มรายได้เป็น 60,000 ล้าน และใน 5 ปี จะมีรายได้ถึง 1 แสนล้าน ตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในอินโดไชน่า
เรามองว่าการจับมือเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนต่างชาติดีกว่าการเป็นคู่แข่งกัน เช่นกับ DHL ที่ทำ Co-Brand กันกับสินค้าที่ถูกส่งเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงส่งออกไปยังต่างประเทศ และมีการคุยกับ ปตท. เพื่อเพิ่มจุดรับสินค้า เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ความท้าทายในปีหน้าคือการ Tranformation เรื่องให้พนักงานพร้อมรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จใน 1 ปี
“ไปรษณีย์ไทยพร้อมให้บริการกับลูกค้า ผู้ประกอบการ SMEs อี-คอมเมิร์ซ และ อี-มาร์เก็ตเพลส ซึ่งมั่นใจว่า ณ วันนี้ แม้จะมีผู้ลงสนามแข่งรายหลาย และอี-มาร์เก็ตเพลสเจ้าใหญ่หันมาทำระบบ โลจิสติกส์เอง แต่ไปรษณีย์ไทยก็สามารถปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคุณภาพบริการที่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ‘ส่งเช้าได้บ่าย ส่งบ่ายได้วันรุ่งขึ้น’ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่วันนี้เราทำสำเร็จแล้ว
อีกทั้งยังมีการปรับลดอัตราค่าบริการในหลายๆ บริการ เช่น ลดค่าบริการ EMS บริการ COD ดาวเด่นขวัญใจของผู้ซื้อผู้ขายสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีบริการน้องใหม่ คือ CODY ถูกดี ราคาดีเพียง 19 บาท ถึงดี สิ่งของที่ฝากส่งปลอดภัยไม่เสียหาย พร้อมรับประกันในวงเงิน 1,000 บาท ที่เพียงเปิดตัวในช่วงแรกก็สร้างปรากฎการณ์ในวงการโลจิสติกส์ให้สั่นสะเทือน ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการที่ต้องการของดีและราคาถูก”
การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ส่งผลต่อพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คน ทั้งในแง่ของการรับข้อมูลข่าวสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้เกิดการแข่งขันของธุรกิจด้านการขนส่งโลจิสติกส์ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ในปี 2563 ไปรษณีย์ไทย จึงได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจและกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรักษาการเป็นผู้นำ และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการ ผ่าน 3 แนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจไปรษณีย์ไทย ได้แก่
ปรับโครงสร้างธุรกิจ บูรณาการการทำงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
ไปรษณีย์ไทย ได้มีแผนปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับการการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการพัฒนาบริการใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นำระบบการบริหารงานแบบหน่วยธุรกิจ (Business Unit) มาใช้ กำหนดขอบเขตการดำเนินงานให้ครอบคลุมการพัฒนาธุรกิจเดิม การขยายบริการสำหรับกลุ่มลูกค้า อี-คอมเมิร์ซและวิสาหกิจชุมชนผ่านช่องทางไปรษณีย์ไทย และการออกบริการใหม่ที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้องค์กรในระยะยาว
ประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถ รองรับการเติบโตในอนาคต
นำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติงานในภาพรวม ทั้งระบบการรับฝาก คัดแยก ส่งต่อ และนำจ่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างครบวงจร อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายไปรษณีย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามและตรวจสอบสถานะสิ่งของ ขยายช่องทางบริการการเงินในประเทศด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) กับบริการเก็บเงินปลายทาง COD รองรับสังคมไร้เงินสด การพัฒนาระบบงานคัดแยกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการแตกหัก เสียหาย ของสิ่งของที่ฝากส่งทางไปรษณีย์ในขั้นตอนการคัดแยก การพัฒนารถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการนำจ่ายไปรษณียภัณฑ์ เป็นต้น
พัฒนาบุคลากร สร้างความแตกต่างในบริการ ครองใจผู้ใช้บริการ
ปรับปรุงแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีกว่า 40,000 คน ให้เกิดประสิทธิภาพสุงสุด มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของบุคคลากรให้มีความหลากหลาย สอดรับกับการพัฒนาด้านโครงสร้างของระบบงานไปรษณีย์ที่มีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้งานเพิ่มขึ้น ตลอดจนยังได้เปิดตัวแคมเปญ ‘ไปรษณีย์ไทย ใจหล่อ’ เพื่อกระตุ้นการบริการ ด้วยหัวใจ สร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการและสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งในธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ และสามารถครองใจผู้ใช้บริการได้อย่างยั่งยืน
จากการคาดการณ์แผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจโดยมุ่งสร้างฐานรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ ภายใต้นโยบายขับเคลื่อนธุรกิจภาพรวมปี 2563 จะสร้างรายได้ให้ไปรษณีย์ไทย ไม่น้อยกว่า 31,102 ล้านบาท และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ที่ประมาณ 27,554 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ไปรษณีย์ไทยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานไม่น้อยกว่า 2,700 ล้านบาท โดยพร้อมเน้นย้ำให้ไปรษณีย์ไทยต้องรักษาคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อการเป็นผู้นำในธุรกิจไปรษณีย์และบริการอีคอมเมิร์ชโลจิสติกส์ครบวงจรด้วยมาตรฐานสากลที่ผู้ใช้บริการไทยนึกถึงลำดับแรกอย่างแท้จริง นายรัฐพล กล่าวสรุป
ผลประกอบการ และความเชื่อมั่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประจำปี 2562
ผลประกอบการปี 2562 (ม.ค.-ต.ค. 2562) รายได้จากการดำเนินงาน 22,917.68 ล้านบาท แบ่งเป็น
กลุ่มบริการไปรษณียภัณฑ์ 31%
กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 48%
กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 15%
กลุ่มบริการค้าปลีก 3%
กลุ่มบริการการเงิน 1%
กลุ่มบริการอื่น ๆ 2%
ค่าใช้จ่าย 21,042.36 ล้านบาท
กําไรสุทธิ 1,416.07 ล้านบาท
*ไปรษณีย์ไทยส่งรายได้เข้ารัฐ 1,034 ล้านบาท เป็นอันดับที่ 10 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
ประมาณการผลประกอบการปี 2563
รายได้จากการดำเนินงาน 31,102 ล้านบาท
ค่าใช้จ่าย 27,554 ล้านบาท
กําไรสุทธิ 2,700 ล้านบาท

