HomeBT Newsน้ำมันจะพุ่งแค่ไหน? ถ้า “ซาอุฯ” โต้กลับ

น้ำมันจะพุ่งแค่ไหน? ถ้า “ซาอุฯ” โต้กลับ

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินสถานการณ์โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่ง ของซาอุดิอาระเบียถูกโจมตีทางอากาศ (จากโดรน) ว่าส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกในช่วงเช้าวันที่ 15 ก.ย. ดีดตัวสูงขึ้นมากกว่า 10% หลังตลาดซื้อขายล่วงหน้าเปิดทำการ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ซื้อขายในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้นเกือบ 12% หรือเพิ่มขึ้น 7.06 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากราคาปิดตลาดซื้อขายเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 13 ก.ย.62 สู่ระดับ 67.28 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล  

เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกหวั่นวิตกต่อปัญหาการขาดแคลนอุปทานน้ำมันดิบ เพราะซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก และความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลให้ซาอุดิอาระเบียสูญเสียกำลังการผลิตน้ำมันดิบไป 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตทั้งสิ้น 9.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 58.2% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดของซาอุดีอาระเบีย และคิดเป็น 5.7% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก (อยู่ที่ 99.24 ล้านบาร์เรลฯ ต่อวันในเดือนส.ค.62)

- Advertisement -

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบของเหตุการณ์นี้ต่อเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งเป็น 2 กรณีตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์การตอบโต้ คือ

ถ้า “ซาอุดีอาระเบีย” โต้ตอบ  น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง

ในกรณี “ซาอุดีอาระเบีย” ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 62 สถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นประกอบกับอุปทานน้ำมันดิบโลกที่ลดลง น่าจะส่งผลให้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในระดับที่สูงขึ้นมาอยู่ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในช่วง 3-4 เดือนที่เหลือของปี 62 (จาก 50-70 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในช่วง 8 เดือนแรกของปี 62) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางด้วยกัน

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี 62 โดยราคาน้ำมันดิบโลกที่ขยับขึ้นจะส่งผลต่อระดับราคาพลังงานในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ก๊าซ NGV รวมถึงก๊าซ LPG ซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาผู้บริโภคภายในประเทศทั้งทางตรงจากการบริโภคพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น และทางอ้อมผ่านการปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการหลังแบกรับต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้น เช่น อาหารทานนอกบ้าน ค่าโดยสารสาธารณะ (โดยเฉพาะค่าโดยสารเรือสาธารณะที่มีการปรับเพิ่มตามราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ) เป็นต้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาที่ระดับใกล้เคียง 30 บาทต่อลิตร (จากปัจจุบันที่ 26.09 บาทต่อลิตร)

ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยคาดการณ์ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 62 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จาก  0.72% (ประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปในกรณีที่ไม่มีสถานการณ์โรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี) มาอยู่ที่ 1.48% ซึ่งจะหนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปตลอดทั้งปี 62 ขยับขึ้นจากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 0.82% มาอยู่ที่ 1.08% หรือปรับเพิ่มขึ้น 0.3%

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ฯ ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 62 จะส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 62 เกินดุลลดลงราว 1,231 ล้านดอลลาร์ฯ จากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่สูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากการเกินดุลการค้าที่ลดลง จะส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 62 ให้ลดลงราว 0.2-0.3% ขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐในการดูแลราคาพลังงานในประเทศ อย่างไรก็ตาม การเกินดุลการค้าที่ลดลง อาจจะเป็นปัจจัยที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันของค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากการเกินดุลการค้าของไทยที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

ถ้า “ซาอุดีอาระเบีย” วางเฉย ไม่ตอบโต้

แต่หาก “ซาอุดีอาระเบีย” ไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ เช่น การข่มขู่กลับ หรือการตอบโต้โดยใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับอิหร่าน ก็น่าจะทำให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทยอยปรับตัวลดลงเข้าสู่ระดับเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ (ที่ระดับ 50-60 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล) ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉพาะในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.62 โดยคาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 4 เดือนหลังของปี 62 ปรับเพิ่มขึ้น 0.05% จากประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปเดิม (กรณีที่ไม่มีเหตุการณ์โรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีทางอากาศ) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยตลอดทั้งปี 62 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.84%

“พาณิชย์” เชื่อกระทบราคาน้ำมันแค่ช่วงสั้น

ด้าน “น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถคาดการณ์ได้ 2 กรณี คือ ทั้งกรณีไม่ยืดเยื้อ และกรณียืดเยื้อ

กรณี สถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ โดย “ซาอุดีอาระเบีย” สามารถแก้ไขสถานการณ์เป็นปกติ และกลับมาผลิตในระดับเดิมได้อย่างรวดเร็ว สถานการณ์ความขัดแย้งไม่ขยายวงอันนำมาสู่ผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นๆ สามารถส่งออกน้ำมันชดเชยการลดลงของซาอุดีอาระเบียได้

หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ คาดว่าราคาน้ำมันในเดือนกันยายนจะปรับสูงขึ้นเป็น 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก่อนที่จะลดลงเข้าสู่ปกติในช่วงที่เหลือของปีในระดับ 62.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี (กันยายน-ธันวาคม 2562) เฉลี่ยอยู่ที่ 63.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 69.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 9%

ส่วนสถานการณ์ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลืออยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากอาจจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่คาดไม่ถึงส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง ในกรณีนี้จะทำให้น้ำมันในช่วงที่เหลือของปี (กันยายน-ธันวาคม 2562) เฉลี่ยอยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 69.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 6.3%

“มีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าคาดการณ์เดิมเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.01% และทั้งปียังอยู่ที่ประมาณ 0.7-1.3%” ผอ.สนค. กล่าว

อย่างไรก็ตาม พบว่าผลของน้ำมันไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จะส่งผลต่อเงินเฟ้อน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลของค่าเงิน โดย สนค. คาดว่าการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี จะทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.17% และทำให้เงินเฟ้อทั้งปีต่ำกว่า 1% ขณะที่การส่งออกจะปรับตัวดีกว่าคาดการณ์เดิมประมาณ 0.1% ทั้งนี้ สนค. ยังคงเป้าหมายการส่งออกในครึ่งปีหลังที่ 3% ตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News