HomeBT NewsE-payment กำลังกลายเป็น New Normal

E-payment กำลังกลายเป็น New Normal

ภราดร วิชยภิญโญ นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thailand E-Payment Trade Association: TEPA) และ Chief Commercial Officer บริษัท ทีทูพี จำกัด (T2P) ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Payment ในประเทศไทยปัจจุบันเริ่มให้บริการแบบวงจรเปิดมากขึ้น

การให้บริการ E-Payment แบบวงจรปิดที่ใกล้ตัวมากที่สุด คือ การซื้ออาหารตามฟู้ดคอร์ตที่ต้องแลกบัตรก่อนและนำไปใช้จ่ายได้เฉพาะในบริเวณฟู้ดคอร์ตนั้นๆ ขณะที่การให้บริการ E-Payment แบบวงจรเปิดที่สามารถใช้ได้กับทุกบริการ หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินผ่าน QR Code เช่น True Money Wallet, M Pay หรือ Rabbit Line Pay

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นกังวล จึงต้องมีการออกใบอนุญาต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินของประชาชนจะยังคงอยู่ ซึ่งหนึ่งในกฎที่บังคับนั้น คือ หากได้รับเงินมาจากลูกค้าเท่าใด ก็จำเป็นต้องเก็บเงินนั้นไว้ ห้ามนำไปทำอย่างอื่นเพิ่มเติม ซึ่งมีทั้งเป็นธนาคารและไม่ใช่ธนาคาร

- Advertisement -

ธนาคารโดนดิสรัปต์

เมื่อมีกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ภราดร  มองว่า เป็นทั้งมิตรและศัตรูในเวลาเดียวกัน ซึ่งธนาคารเองก็อาจจะระแวงในส่วนนี้ได้ แต่หากมองย้อนกลับไปช่วงเริ่มแรกของธุรกิจ E-Payment จะพบว่าธนาคารมีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าชั้นดี หรือ ประชาชนที่เข้าถึงบริการทางการเงินผ่านธนาคาร ซึ่งราว 10 ปีก่อน กลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร จะเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มร้านค้าปลีกที่เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้ หากถามว่าอะไรคือสาเหตุที่กลุ่มร้านค้าปลีกจึงสามารถเข้าถึงคนได้มากกว่าธนาคาร สาเหตุหลัก คือ จำนวนสาขาที่มากกว่า ซึ่งธนาคารไม่สามารถทำสาขาได้มากเท่าร้านค้าปลีก

ในอดีตก็มีการพยายามที่จะแบ่งตลาดกัน โดยให้ธนาคารดูแลลูกค้าชั้นดีที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินสูงไป และกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคารก็ดูแลส่วนที่เป็นการทำธุรกรรมแบบไมโคร หรือจำนวน 5-10 บาท ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ แต่เมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันก็ทำให้เกิด “ดิจิทัล แบงก์กิ้ง” ซึ่งทำให้ธนาคารเองสามารถเข้ามาเติมเต็มในการทำธุรกรรมแบบไมโครได้ ดังนั้น ทำให้ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของทั้งกลุ่มผู้ให้บริการที่เป็นธนาคารและไม่ใช่ธนาคารเกิดความคาบเกี่ยวกัน

หากย้อนกลับไปอีกผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารก็จะมีการทำบัตรแทนเงินสดออกมาเพื่อใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น เติมเงินภายในเกมและใช้แทนเงินสด ซึ่งเมื่อให้บริการไประยะหนึ่ง พบว่าบัตรแทนเงินสดเหล่านั้น ไม่คุ้มค่ากับการผลิต ประกอบกับเป็นช่องว่างในการฟอกเงิน หรือทำธุรกรรมอำพราง เช่น การโอนเงินในการโหลดบิททอร์เรนต์

ซึ่งในแอปผู้ให้บริการทางการเงินรายต่างๆ หลังจากมีการให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตนด้วยช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ทำให้อัตราการฟอกเงินลดลงมาก และการยืนยันตัวตนหลังจากนี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอดีตแค่ขอชื่อ-รหัสบัตรประชาชน ซึ่งในช่วงเวลาถัดมาก็มีการตรวจสอบเพิ่มมากขึ้นด้วยการเช็กรหัสหลังบัตรประชาชน ซึ่งหากผู้ให้บริการร่วมกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกันทั้งหมดก็จะทำให้ภาพรวมตลาดเติบโตและพัฒนา

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน ?

นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไทย มองว่า การยืนยันตัวตนของประเทศไทยและระบุตัวตนของลูกค้า (Know Your Customer) ประเทศไทยอาจจะถือว่ารัดกุมกว่าประเทศอื่นพอสมควร ซึ่งในบางประเทศจะมีการแบ่งระดับการยืนยันตัวตนอย่างชัดเจน เช่น ใช้วงเงินไม่เกิน 1,000 บาท ไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตนแบบระบุเลขหลังบัตรประชาชน ซึ่งใน 1-2 ปีนี้ก็จะยังคงอยู่กับเรื่องการระบุตัวตนของลูกค้า และอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังถูกพูดถึงในระดับโลก คือ การดูแลรักษาข้อมูลลูกค้าให้ปลอดภัย ซึ่งในแง่ของการใช้งานบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันถือว่ามีความนิยมมากขึ้น

หลังจากนี้เขาแข่งกันที่อะไร ?

ภราดร ระบุว่า หลังจากนี้ก็จะแข่งกันที่การใช้งานแอปนั้นๆ ในเชิงความง่ายของการใช้งาน คล้ายกับการเปิดตัว iPhone แรกๆ ที่ไม่มีคู่มือการใช้งานมาให้ แต่ลูกค้าก็สามารถใช้งานได้ การแข่งขันของผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หลังจากนี้ก็เช่นเดียวกัน คือผู้ใช้ต้องใช้งานง่าย เปิดมาแล้วใช้ได้เลย และจะควบคู่ไปกับจำนวนผู้ใช้และจำนวนการทำธุรกรรมในแอปนั้นๆ

“ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงาน ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยทำธุรกรรมทางการเงินเฉลี่ย 130 ครั้ง/คน/ปี หรือราว 10 ครั้ง/เดือน ซึ่งมองว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งในอดีตคนจะใช้แค่จ่ายบิลแบบฟรีค่าธรรมเนียมเท่านั้น ซึ่งหากดูจากค่าเฉลี่ยจะพบว่า 10 ครั้ง/เดือน เป็นการจ่ายบิลคงเป็นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่า เขาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น” ภราดร  กล่าว

ขณะที่ในอนาคตการให้สินเชื่อกับประชาชนที่ไม่ใช่ลูกจ้างรายเดือนก็มีโอกาสที่จะเกิดมากขึ้น เช่น ผู้ให้บริการทางการเงินจะสามารถดูยอดการใช้จ่าย พฤติกรรมทางการเงิน อัตรารายรับ-จ่ายของผู้ใช้รายนั้นๆ ได้ และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ใช้รายนั้นๆ ได้อย่างแม่นยำ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News