HomeBT News“ธนาคารโลก”ลดเป้าจีดีพีไทยเหลือโต 2.7% ในปี 62

“ธนาคารโลก”ลดเป้าจีดีพีไทยเหลือโต 2.7% ในปี 62

ธนาคารโลกปรับลดเป้าจีดีพีประเทศไทยในปี 62 ลงจากระดับ 3.5% เหลือ 2.7% เนื่องจากภาคการส่งออกย่ำแย่กว่าคาดการณ์ ประเมินการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง

บทวิเคราะห์ธนาคารโลกเปิดเผยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2/62 ชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่ปี 57 การส่งออกหดตัวอย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกแบะเศรษฐกิจในภูมิภาคประกอบกับอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอลง รัฐบาลผสมที่ตั้งขึ้นใหม่ประกาศนโยบายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

แต่ปัจจัยเสี่ยงยังมีแนวโน้มทิศทางขาลง ได้แก่ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ และลมต้านภายนอกจากภาวะการค้าโลกทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับปานกลางติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 เนื่องจากการส่งออกที่หดตัวและอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอลง การส่งออกสินค้าและบริการลดลงร้อยละ 6.1 และ 7.0 ในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 62

- Advertisement -

อุปสงค์ภายในประเทศซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญมีสัญญาณอ่อนแอลง โดยอัตราการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนทรงตัวอยู่ระดับปานกลางที่ร้อยละ 4.9 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 4.4 ในไตรมาส 2 ของปี 62 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงถึงระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือนในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ระดับต่ำ

อัตราการขยายตัวของการลงทุนเอกชนลดกว่าครึ่งหนึ่งจากร้อยละ 4.4 ในไตรมาสแรกมาเหลือ 2.2 ในไตรมาส 2 ขณะที่นักลงทุนก็อยู่ในสภาวะกดดัน การลงทุนภาครัฐขยายตัวเพียงระดับปานกลางร้อยละ 1.4 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 62 เนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินงานตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ

ท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลซึ่งใช้เวลานานถึง 4 เดือนกว่าจะมีการจัดเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้งผลผลิตภาคเกษตรกรรมลดลงร้อยละ 1.1 ในไตรมาสที่ 2/62 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหดตัวร้อยละ 0.2 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการส่งออกที่หดตัวลง

อย่างไรก็ตาม กันชนทางการเงินและการคลังยังมากเพียงพอ สะท้อนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อและระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับการขาดดุลการคลังที่น้อยและคงที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 62 แม้ว่ารายรับของภาครัฐจะลดลง แต่อัตราการขยายตัวของการใช้จ่ายภาครัฐก็ชะลอลงด้วยเช่นกัน

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือร้อยละ 1.5 ในวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ศักยภาพการส่งออกที่อ่อนแอทำให้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแคบลงในไตรมาส 2/62

ทว่า ฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศยังเพียงพอสำหรับการนำเข้าและหนี้ภายนอกประเทศในระยะสั้น เงินบาทเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐแข็งค่าสูงขึ้นในรอบ 6 ปีในช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ภาคการเงินยังคงมีเสถียรภาพโดยมีเงินทุนสำรองกันชนของธนาคารพาณิชย์ที่เข้มแข็ง แต่ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นยังเป็นสิ่งน่ากังวล โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.7 ในปี 62 และ 2.9 ในปี 63 โดยอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 62 ที่คาดการณ์ไว้ถูกปรับลดลงจากร้อยละ 3.5 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.7 เนื่องมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญเช่น การส่งออกที่ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 62 ที่สูงกว่าคาดการณ์ไว้, ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มุ่งเป้าไปที่เกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางและครัวเรือนที่มีรายได้น้อยผ่านการโอนเงินให้โดยตรง การขยายเวลาชำระหนี้ การคืนเงินภาษีจากกิจกรรมการท่องเที่ยว การขยายยกเว้นค่าวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่กำหนด โดยมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมานี้น่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 62 ส่วนในระยะปานกลาง ผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกำลังของตัวทวีทางการคลัง

นโยบายที่ไม่ใช่ด้านการคลังของรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาเฉพาะด้านและในภาพรวม ทั้งนี้มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายและโครงการหลัก ๆ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก การขยายมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่ภาคเกษตร แต่เมื่อพิจารณาโดยพื้นฐานแล้ว การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน่าจะฟื้นตัวกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะปานกลาง โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มดำเนินการ การค้าและการลงทุนในภูมิภาคโดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ก็จะสามารถช่วยลดลมต้านจากภายนอกได้

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ได้แก่ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นรัฐบาลผสมด้วย 19 พรรคการเมือง ความล่าช้าของการดำเนินงานตามแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภาครัฐอาจส่งผลในทางลบต่อมุมมองของนักลงทุนและความมั่นใจของผู้บริโภค อาจทำให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง นอกจากนี้ยังมีความตึงเครียดด้านสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

อาจส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยอ่อนแอลงไปอีก และบั่นทอนการลงทุนภาคเอกชนโดยอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการส่งออก นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นจากการที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของไทย หากปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อไปอาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกและการท่องเที่ยวได้ด้วยเช่นกัน

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : “อีไอซี”ประเมินไตรมาส 4 กนง.ลดดอกเบี้ยอีกรอบ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News