SKY ผู้นำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานความมั่นคงปลอดภัย ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เดินหน้า วิสัยทัศน์ใหม่ “The Leader in Digitizing Imagination to Reality” มุ่งสร้างรายได้ใหม่จากเทคโนโลยีเอไอ บิ๊กดาต้า ไอโอทีรวมถึง Digital Platform
สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY กล่าวว่าแผนธุรกิจในปีนี้จะเน้นขยายธุรกิจไปยังตลาดเอกชนมากขึ้น โดยจะเน้นด้านงาน Smart Security, ซีซีทีวี กล้องวงจรทั้งหมด และไอโอที (Internet Of Thing) ซึ่งมีกลุ่มโรงแรม,โรงพยาบาล, โรงงานอุตสาหกรรม เป็นเป้าหมายและตลาดแห่งใหม่ จากก่อนหน้านี้มีรายได้จากรัฐบาลกว่า 90% ของรายได้รวมธุรกิจทั้งหมด แต่รายได้จากภาคเอกชนยังน้อย
“เราเริ่มเห็นการเลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอย่างรุนแรง ทำให้หลายธุรกิจต่างต้องทยอยปิดตัว เช่นธนาคาร สื่อ และอื่น ๆ ที่โดนผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งในอนาคตไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีการเติบโตอย่างมหาศาล โดยเมื่อไรที่สตาร์ทอัพสามารถยกระดับเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรม จะเกิดการทำธุรกิจใหม่ ๆ อีกมากมาย รวมถึงอาชีพใหม่ ๆ ด้วย และจะเปลี่ยนโฉมการใช้ชีวิตของคนไปอีกมากด้วยเช่นกัน”

ทั้งนี้ SKY ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี เรามีความท้าทายในเรื่องการยกระดับระบบเออาร์และเอไอให้ดีขึ้น ซึ่งบางอย่างบริษัทฯมีศักยภาพในการพัฒนาเอง จึงเชื่อมั่นว่าสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างแน่นอน
“นอกจากนี้เรายังมีการพัฒนาเอไอคลาวด์อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการขายบริการเอไอคลาวด์ให้ภาคเอกชนบ้างแล้ว เช่นการเก็บข้อมูลพนักงานด้วยใบหน้าและส่งข้อมูลเหล่านั้นให้ลูกค้าเป็นรายเดือนนอกจากนี้ เรายังมีพาร์ทเนอร์ที่มาเลเซีย จึงจะมีการทำตลาดมาเลเซียด้วย และจะขยายตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์, อินโดนีเซีย และไต้หวัน ตามลำดับ”
ขณะเดียวกันในปี 2562 SKY มีการเติบโตของรายได้กว่า 300% และอัตราการเติบโตของกำไรกว่า 100% ซึ่งในปี 2563 เรายังมี Backlog จำนวน 1,500 ล้านบาท และยังมีงานที่มีโอกาสเข้ามาอีก จึงเชื่อว่าปี 2563 จะมีรายได้ และกำไรเติบโตไม่ต่ำกว่า 50%
ส่วนปี 2564 เราคาดว่าจะมีการเติบโตสูงอีก จากแอปพลิเคชั่น AOT Airports ซึ่งได้รับสิทธิมาจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดหวังว่ารายได้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ในทุก ๆ ปี
“ปีนี้เราจะขยายธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ครบวงจรมากขึ้น และต้องการทำให้เป็นวันสตอปเซอร์วิซสำหรับนักท่องเที่ยว โดยมีการขยายไปสู่ธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูง โดยเป็นการขยายการบริการให้นักท่องเที่ยวได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นเราจึงเลือกขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญด้านประกันภัยอย่างเมืองไทยประกันภัยและบุคคลอีกสองกลุ่มซึ่งจะช่วยขยายธุรกิจภาคเอกชนของเราได้เป็นอย่างดี”

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคิงเพาเวอร์เข้ามาเพิ่มทุนด้วย ซึ่งคิงเพาเวอร์เป็นปราการด่านแรกและด่านสุดท้ายของนักท่องเที่ยวจะซื้อของก่อนและหลังเดินทางกลับเสมอ ขณะเดียวกันยังสามารถนำความรู้ของกลุ่มคิงเพาเวอร์มาต่อยอดธุรกิจของเราในการบริการนักท่องเที่ยวได้ด้วย ซึ่งเราตั้งเป้ามีฐานดาต้าเบสของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากที่สุดในไทย
“แม้ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ภาคเอกชนจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโตมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน”
สำหรับรายได้ปี 2563 คงยังไม่เปลี่ยนมาก เพราะปี 2563 เป็นจุดเริ่มต้นการขยายรายได้ในภาคเอกชน และเรายังมี Backlog จากภาครัฐอีก 1,500 ล้านบาทในปี 2563 และยังมีการประมูลงานภาครัฐต่อเนื่องด้วย ซึ่งทำให้อัตราส่วนรายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
“รายได้จากภาคเอกชนภายในสิ้นปี 2563 คาดว่าจะโตได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคาดว่าสัดส่วนรายได้ปี 2563 ยังเป็น 90% จากภาครัฐ และ10% จากภาคเอกชน แต่ภายใน 5 ปี รายได้ภาคเอกชนของเราต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งการเพิ่มรายได้ภาคเอกชนจะเป็นการสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับเรา”
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : พิษโควิด-19 ฉุดธุรกิจอีเว้นท์ วิกฤติสุดในรอบ 30 ปี CMO ลุยจัดอีเว้นท์ออนไลน์

