HomeBT Newsเบื้องลึก!! ซาอุดิอาระเบีย ประกาศสงครามน้ำมัน สหรัฐฯ-รัสเซีย ทุบราคาน้ำมันดิ่งกว่า 30%

เบื้องลึก!! ซาอุดิอาระเบีย ประกาศสงครามน้ำมัน สหรัฐฯ-รัสเซีย ทุบราคาน้ำมันดิ่งกว่า 30%

ซาอุดิอาระเบีย ผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและลดราคาจำหน่ายน้ำมันในเอเชีย หลังโต๊ะเจรจาในเวทีโอเปคล่ม รัสเซียที่เป็นมหามิตรไม่เห็นด้วยกับการพยุงราคาน้ำมันด้วยการลดกำลังผลิตลง 2% หรือ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามคำขอ

มูลเหตุของการประชุมจุดประสงค์เพื่อที่จะหารือเรื่องการพยุงราคาน้ำมันโลก เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโควิด19 ทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะงักงันรวมถึงภาคการขนส่งคมนาคมที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจึงปรับตัวลดลงกว่า 13% แน่นอนว่าชาติโอเปกคือผู้เสียอย่างชัดเจน

ผลจากการที่ไม่สามารถจูงใจรัสเซียให้ร่วมกันพยุงราคาน้ำมันได้ ทำให้วันศุกร์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดลดลงถึง 10.07% มาอยู่ที่ 41.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพ.. ร่วงลง 9.44% มาอยู่ที่ 45.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

- Advertisement -

แต่ที่เซอร์ไพร์สกว่าคือ ซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันให้ถึงระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอาจพุ่งไปถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ยังให้ ซาอุดิอารามโก รัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศปรับลดราคาขายน้ำมันให้กับชาติเอเชียลง ทำให้ราคาหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหุ้นภายในประเทศปรับตัวลดลงกว่า 10% หลุดราคาไอพีโอลงในที่สุด

เปิดตลาดเช้านี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 31.02 เหรียญต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 30 เหรียญต่อบาร์เรล นับเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงหนักที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่ปี 1991 เท่ากับว่าเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงมาแล้วกว่า 30%!!

ตัดราคาสู้สองยักษ์ใหญ่ สหรัฐฯรัสเซีย

ซาอุดิอาระเบีย ทำอย่างนั้นไปทำไม? เพราะการตัดราคาน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อฉุดราคาลงเป็นการเผาบ้านตัวเองชัดๆ เพราะรายได้หลักของประเทศแทบจะมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือการขายน้ำมัน

แต่หากมาดูตัวเลขประเทศที่ผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลกมากที่สุด หลายคนอาจคิดว่าเป็นประเทศในตะวันออกกลางหรือโอเปก แต่แท้จริงแล้วคือสหรัฐอเมริกา!! โดยมีกำลังผลิต 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 15.6% ของกำลังผลิตทั้งหมดของโลก ส่วนที่สองคือรัสเซียอยู่ที่ 11.2  ล้านบาร์เรล หรือ 13.7% โดยซาอุดิอารเบียอยุ่ในอันดับที่สามคือ 9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 12.1% ของกำลังผลิตทั้งหมดของโลก

สาเหตุที่สหรัฐฯสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งของโลกได้เพราะมีเทคโนโลยี Shale Oil  หรือการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน ทำให้ก้าวขึ้นมาคานอำนาจกับชาติมหาอำนาจจากโอเปกได้ในช่วงสองสามปีหลังมานี้

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิต Shale Oil ยังค่อนข้างสูงอยู่ที่ระดับ 40 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบจากรัสเซียก็มีต้นทุนที่สูงเช่นกัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตน้ำมันของซาอุดิอาระเบียอยู่ในระดับต่ำที่สุดคือ 20 เหรียญต่อบาร์เรล

ซาอุดิอาระเบีย อาจอาศัยข้อได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตน้ำมันที่ถูกกว่าทำสงครามราคา (Price War) กับสหรัฐฯและรัสเซีย ซึ่งในอดีตเป็นมหามิตรกันมาก่อน เพื่อที่จะกลับมาครองส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันโลกเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างหนัก

ยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลางค่อนข้างอยู่ในถานะหลังผิงฝาไม่น้อย เพราะความต้องการใช้น้ำมันของโลกมีแต่ทิศทางขาลงจากการมาของพลังงานทางเลือก ประกอบกับการระบาดของไวรัสโควิด19 แต่ขณะที่ประเทศยังไม่สามารถกระจายรายได้ทางอื่นได้

ซาอุดิอาระเบียคงตั้งใจจะคว้าโอกาสช่วงสุดท้ายที่โลกยังมีการใช้พลังงานฟอสซิลอยู่เก็บเกี่ยวรายได้ให้มากที่สุดพร้อมกับเร่งปฎิวัติเศรษฐกิจของตัวเองให้ลดการพึ่งพาการขายน้ำมันให้มากที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป!!

ด้านโกลด์แมนแซคได้ประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสลดลงมาอยู่ที่ระดับ 20 เหรียญต่อบาร์เรล จากการประกาทำสงครามราคาของซาอุดิอารเบียในครั้งนี้

ทองคำพุ่ง!! ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนัก

เปิดตลาดเช้านี้ ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 1,000 จุดในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงอย่างหนัก รวมทั้งความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในขณะนี้

นักลงทุนยังวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก เพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 ราย และในบรรดาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวนั้น เสียชีวิตแล้ว 3,484 ราย

ขณะที่ราคาทองฟิวเจอร์พุ่งขึ้นกว่า 22 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงเช้านี้ อันเนื่องมาจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบและความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่แพร่ระบาดทั่วโลก

ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะ 19 รายวานนี้ โดยมีผู้เสียชีวิต 2 รายในรัฐฟลอริดา และอีก 2 รายในวอชิงตัน ขณะที่นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้น กรมควบคุมและป้องกันโรครายงานว่า สหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศแล้วอย่างน้อย 400 ราย

เศรษฐกิจโลก ได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของไวรัสโควิด19มามากพอแล้ว ล่าสุดได้มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ตลาดการเงินโลกหลังจากนี้ไปจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ซาอุดิอาระเบีย จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป !!

ข้อมูล : Financial Times

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพิ่มผลตอบแทนกระจาย ลงทุนต่างประเทศ อสังหาฯหุ้นจีนสาธารณูปโภค

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News