HomeBT Newsหนุนตั้ง “แพลตฟอร์ม” ประเทศไทย แชร์ข้อมูล สู้ E-Commerce ต่างชาติ

หนุนตั้ง “แพลตฟอร์ม” ประเทศไทย แชร์ข้อมูล สู้ E-Commerce ต่างชาติ

หวั่นกลยุทธ์กวาดข้อมูล ทุ่มตลาด เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

ใครจะรู้ หนังไทยเรื่องดัง องค์บาก ฉายที่จีนได้เงินแค่หกแสนบาท แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชจีนเตรียมตั้งลอจิสติกส์และคลังสินค้าในไทย อย่าหลงคารมว่า ไทยจะขายสินค้าที่จีนได้มากขี้น (จีนเตรียมและมีสินค้าแทบทุกอย่างที่ไทยมีอยู่แล้ว) ไทยเป็นสวรรค์ของช้อปปิ้ง แต่ทำไมคนไทยขนเงินไปช้อปเมืองนอ

คนไทยใช้ออนไลน์เก่งและนานติดอันดับในโลก แต่รัฐเก็บภาษีซื้อของและลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติไม่ได้แม้แต่รายเดียว

ข้อมูลจากการสัมมนาวิชาการเรื่อง เศรษฐกิจไทยยุค Disruptive Technology พลิกความปั่นป่วน เป็นโอกาส จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ รัชดา

ในภาคบ่าย มีการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นต่อความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อ 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมสื่อ ค้าปลีก ภาคบริการโรงแรม และบริการขนส่งผู้โดยสารทางบก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจาก Disruptive Technology จากบริษัทยักษ์ใหญ่สร้างธุรกิจในรูปแบบแพลตฟอร์ม และภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี บริษัทเหล่านี้เข้าแทนที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหมดของโลกที่เคยครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุด

ในปี 2008 บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุด 6 อันดับ ได้แก่ PetroChina, Exxon, GE, China Mobile, ICBC, และ Gazprom (Russia)

แต่ในปี 2018 บริษัทเหล่านี้ สิบปีต่อมา หายไปทั้งหมด และถูกแทนที่โดย Apple, Google, Microsoft, Amazon, Facebook, และ Tencent ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีการทำธุรกิจในรูปแบบแพลตฟอร์ม

ธุรกิจในรูปแบบแพลตฟอร์มมีความได้เปรียบจากธุรกิจดั้งเดิม ในด้าน 1) มีประสิทธิภาพที่เกิดจากเทคโนโลยีทางด้านการเก็บข้อมูล 2) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 3) การมีขนาดของธุรกิจและตลาดขนาดใหญ่ และ 4) กติกาการแข่งขันที่แตกต่างจากธุรกิจดั้งเดิม

“แพลตฟอร์มไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการทั่วไป แต่ขายบริการ การจับคู่ และลูกค้ามีหลายกลุ่ม ตัวเราเอง ข้อมูลของตัวเรา ก็คือ สินค้า เพื่อใช้หาคู่กับอีกคน เช่น แพลตฟอร์มขายสินค้า เขาก็จับคู่เรากับสินค้า แพลตฟอร์ม หาคู่ เขาก็จับเรากับอีกคนหนึ่ง แพลตฟอร์มมักมีขนาดใหญ่ และแต่ละแพลตฟอร์มจะแข่งกันที่ความคล่องตัว เช่นการตั้งราคา ราคาอาจจะต่ำกว่าต้นทุน หรือลดอีก ส่งฟรี” ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI กล่าว

ที่ลอสแอนเจลิส เปรียบเทียบการได้ผู้โดยสารระหว่างแท็กซี่ธรรมดา และ Uber X

คนขับ Uber X ได้ระยะทางที่มีผู้โดยสารประมาณ 64.2% เพราะใช้เทคโนโลยีในการเรียกรถ และหลบเลี่ยงการจราจรได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับคนขับที่ขับแท็กซี่ทั่วไป ที่ได้ระยะทางที่มีผู้โดยสารเพียงแค่ 40.7% ของระยะทางที่ขับในหนึ่งวัน

“ที่สำคัญไปกว่านั้น ธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม มักไม่ถูกกำกับจากภาครัฐ จะเห็นได้ว่าแท็กซี่ (ในประเทศไทย) ถูกควบคุมราคาจากภาครัฐ แต่ส่วนต่างก็คือ คนขับอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน” สมเกียรติ กล่าว

วิฑูรย์ แนวพานิช ประธานคณะกรรมการสหกรณ์แท็กซี่สยาม ชี้ว่า แท็กซี่ไทยพร้อมแข่งขัน แต่ติดอยู่กับข้อจำกัดของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น จะลดราคาให้ผู้โดยสาร มีมิเตอร์เป็นตัวกำหนด ควบคุมราคา

“ไม่ใช่เราไม่ปรับตัวแต่เราขึ้นกับนายทะเบียน กับกรมการขนส่งทางบก แม้จะเป็นรถของเรา นายทะเบียนคุมเราทั้งหมด แม้จะใส่รูปหนึ่งรูปไปในรถ ก็ยังต้องขออนุมัติ” วิฑูรย์ กล่าว

ในภาคบริการโรงแรม แพลตฟอร์มได้เข้าไปรุกธุรกิจดั้งเดิม การเกิดขึ้นของ AirBNB ทำให้โรงแรมขนาดเล็กหลายแห่งกำลังประสบปัญหา แม้จะมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ใช่ว่าโรงแรมจะมีคนเข้าพักมากขึ้น

“ผมอยู่หัวหิน มีแมคโคร ผมเห็นคนจีนซื้อของเต็มรถเลย เลยตามไปดู เขาไม่ได้ไปพักโรงแรมทั่วไป แต่ไปพักบ้านเช่า วิลล่าส่วนตัวที่ปล่อยให้เช่า ไปทำปิ้งย่างบาร์บิคิวกัน” ดร. รุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าว

วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ห้างไทย ผู้ค้าปลีกไทย มีการปรับตัวมาเสมอจึงได้ปรับห้างสรรพสินค้าไปในรูปแบบ Lifestyle Mall เพื่อดีงให้คนมาใช้บริการ และใช้เวลานานขึ้นจนต่างชาติต้องมาดูรูปแบบ และห้างไทยส่วนใหญ่ก็มีบริการออนไลน์แล้วทั้งสิ้น

“แต่ปัญหาก็คือ กฎกติกา เพราะเราทำเป็น Lifestyle Mall สินค้าที่ควรมีก็คือสินค้าไลฟสไตล์ แต่กลายกลับเป็นว่า สินเค้าเหล่านี้รัฐเก็บภาษีสูง ถึงเรามีนักท่องเที่ยวมามากมาย แต่เขาไม่ซื้อ แต่กลับเผื่อเวลาสองวันไปช้อปปิ้งสินค้าไลฟสไตล์ที่ฮ่องกงแทน อีกหน่อยเวียดนาม จะเป็นแหล่งที่คนไทยบินโลว์คอสแอร์ไลน์ ไปช้อบ เพราะสินค้าเค้าเก็บภาษีนำเข้าต่ำกว่าที่ไทย และที่สำคัญ คนไทยก็ชอบไปซื้อสินค้าที่เมืองนอก” วรวุฒิ กล่าว

เขาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในอนาคต ห้างขนาดใหญ่ในไทยไม่น่าจะมีผลกระทบเท่าห้างขนาดเล็กในต่างจังหวัดหรือชานเมือง เพราะห้างเหล่านั้นไม่สามารถมีสินค้าที่หลากหลาย ก็จะไปสู้ออนไลน์ช้อปปิ้งไม่ได้ เพราะมีสินค้าให้เลือกมากกว่า เหนือกว่า

“ที่จีน อาลีบาบา เขาสต็อกของได้แม่นยำ ไม่ต่ำกว่า 98 เปอร์เซ็นต์ เขาแทบจะไม่เคยมีของเหลือ อย่างจะขายกุ้งล็อบสเตอร์ เขาแทบขายหมด เขาคำนวณปริมาณความต้องการของคนซื้อ เพราะเขามีการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เขารู้พฤตกรรมคนซื้อหมด ก่อนหน้า เขาส่งของมาไกล แต่พอ EEC เสร็จลอจิสติกมีแล้ว เขาจะสต็อกของได้ถูกต้อง ส่งถูก” วรวุฒิ กล่าว

ด้วยการใช้เทคโนโลยีด้านประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ บริษัทแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้จึงมีข้อได้เปรียบ และข้อมูลที่ได้ไปเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้รู้จักพฤติกรรมการซื้อของคนในประเทศนั้นๆ มากกว่าเจ้าของประเทศ

สมเกียรติ กล่าวว่า การที่ไปผู้ประกอบการไทยจะสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ อย่างน้อยต้องมี แพลตฟอร์มประเทศไทย ที่ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อมูล และสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

“ไม่ใช่ว่าเราจะทำแพลตฟอร์มแข่งกับยักษ์ใหญ่ เราแข่งไม่ได้ สู้ไม่ได้ แต่สามารถทำให้ผู้ประกอบการไทยมีอำนาจต่อรองได้ หนังที่เราไปฉาย ถ้าไม่ใช่ต่างคนต่างไป ก็จะทำราคาได้ดีขึ้น ไม่ได้โดนกดราคาอย่างไปฉายในเมืองจีน” เขากล่าว และเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยเริ่มมีการเสนอไอเดียแล้วว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มของตัวเอง เช่น ThaiFlix

ถ้าจะมีแพลตฟอร์ม วรวุฒิ เสนอว่ารัฐอย่าทำเอง เพราะมีบทเรียนความล้มเหลวมาแล้ว แต่ควรเป็นผู้สนับสนุนผู้ประกอบการไทย“อย่างเรื่อง Market Place รัฐเคยทำเอง ตั้งชื่อว่า ThaiTrade.com แต่ก็ไม่ได้ส่งผล
ประเทศไทยจะทำแพลตฟอร์มสู้อาบีบาบา มันก็ Too late แค่ JD.com บริษัท E-Commerce อันดับสองของจีน ก็มีโปรแกรมเมอร์หมื่นกว่าคนแล้ว นี่คือสปีดที่เราไม่มีทางจะสู้เขาได้เลย” วรวุฒิ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สดช. รับมือ Disruptive Technology พลิกความปั่นป่วนเป็นโอกาส

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News