HomeBT Newsสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แนะ 5 หุ้นเด่นรับปี 63

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แนะ 5 หุ้นเด่นรับปี 63

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ทำการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนกว่า 26 บริษัท โดยได้ผลสำรวจคือ 73.08% มองว่าดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 1/63 จะดีขึ้น คาดปิดปี 63 ที่ 1,679 จุด ขณะเดียวกันประเมินความตึงเครียดสหรัฐฯกับอิหร่าน หากรุนแรงขึ้นระยะยาวจะกระทบตลาดหุ้นอาจปิดปี 63 ต่ำกว่า 1,537 จุด พร้อมแนะ 5 หุ้นเด่น ประกอบด้วย AOT, BBAL, CPF, PTT และ PTTEP

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน หรือ IAA เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุน และคาดการณ์ทิศทางดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในปี 63 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 26 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 19 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 5 บริษัท บริษัทโกลด์ ฟิวส์เจอร์ส 2 บริษัท ซึ่งผลสำรวจโดยสรุป มีดังนี้

ผลสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 73.08% มองว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/63 มีแนวโน้มไปในทิศทางบวก ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 15.38% มองไปในทาง Sideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 62 และ 11.54% มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางลบ

- Advertisement -

สำหรับดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/63 เฉลี่ยที่ระดับ 1,641 จุด โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 58.82% ที่คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะทำจุดสูงสุด 1,601-1,605 จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถาม 23.53% ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,651-1,700 จุด ส่วนดัชนีหุ้นไทยทั้งปี 63 นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,679 จุด ขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หากทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะยาวอาจทำให้ดัชนีหุ้นไทยต่ำกว่าระดับ 1,537 จุด ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำสุดตามที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะส่งผลด้านลบต่อตลาดหุ้นไทยในปี 63 ตามผู้ตอบแบบสอบถามคาดการณ์คือปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่ 73.08% อันดับ 2 คือ ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ 65.38% อันดับ 3 คือ ปัจจัยการเมืองต่างประเทศ 61.54%

ขณะที่ ปัจจัยบวก 3 อันดับแรก ที่ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยประกอบด้วย ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย 73.08% สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ขณะที่อันดับ 2 คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) 50.00% และอันดับ 3 คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน 50%

ด้าน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดว่ามีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในปี 63 คิดเป็น 65.38% ของผู้ตอบแบบสอบถาม และคาดว่าคงที่ 30.77%  ตามลำดับ

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ยังได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ ได้ข้อสรุปว่า อันดับ 1 คือ นโยบายกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน 27.27% อันดับ 2 คือ เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 22.73% และกระตุ้นการบริโภค การใช้จ่าย 18.18% ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปี 63 เฉลี่ยที่ 100.71 บาท ส่วนปี 62 คาดว่าอยู่ที่ 93.00 บาท ซึ่งถือว่ามีอัตราเติบโตขึ้นจากปี 62 ด้าน EPS GROWTH ณ สิ้นปี 63 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 7.79%

สำหรับหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้

1.AOT โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย และอาคารเทียบเครื่องบินรองจะแล้วเสร็จในปี 63 ทำให้ AOT สามารถรองรับผู้โดยสารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนประเด็นความกังวลต่อโอกาสที่ AOT จะถูกเรียกเก็บเงิน 10% จากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก เพื่อเข้ากองทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน เพื่อนำไปพัฒนาสนามบินภูมิภาคทั่วประเทศไทย 29 แห่ง เป็นปัจจัยลบระยะสั้น โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีการเรียกเก็บจริงต่ำกว่าระดับ 10% และจะส่งผลดีต่อคุณภาพและการให้บริการของสนามบินไทยในอนาคต

2.BBL มีประเด็นสนับสนุนจากราคาปัจจุบันต่ำเพียง 0.7 เท่าของ Book Value และมีระดับ Dividend Yield สูง นอกจากนั้นการไปลงทุนในธนาคาร Permata ที่อินโดนีเซีย จะมีโอกาสทางธุรกิจที่สูงมากขึ้นด้วย

3.CPF มีประเด็นสนับสนุนจากภาวะธุรกิจปี 63 จะดีขึ้น เนื่องจากราคาขายเนื้อหมูมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งจีนและเวียดนาม เมื่อเทียบกับปี 62 โดยคาดว่าจะได้ประโยชน์ 1-2 ปี กว่าที่ซัพพายหมูจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ CPF หันมาให้ความสนใจด้านเดลิเวอร์ลี่มากขึ้น ซึ่งเป็นความสามารถที่บริษัทพัฒนาได้ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการขนส่งได้

4.PTT มีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดปัญหาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน นอกจากนั้นการที่บริษัทได้เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 หากบริษัทชนะการประมูลถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยหนุนราคาหุ้น อีกทั้ง PTT ยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยให้ Dividend Yield ราว 4% ต่อปี

5.PTTEP มีปัจจัยบวกจากทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดปัญหาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานปี 63 คาดว่ายังดีต่อเนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มหลังการรวมสินทรัพย์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อปี 62 ทั้ง Murphy และ Patrix ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมโดยเฉพาะโครงการ Gas to power ในพม่าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แหล่งก๊าซธรรมชาติที่บริษัทมีการลงทุนอยู่ โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรออนุมัติจากรัฐบาลพม่า

ทั้งนี้ การลงทุนในปี 63 ควรลงทุนแบบกระจายตัวหลายสินทรัพย์ประกอบด้วย ตราสารหนี้, หุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเติบโตจะทำหุ้นในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตปรับตัวขึ้นตามไปด้วย และทองคำ ที่มักปรับตัวดีขึ้นในช่วงสถานการรืโลกตึงเครียด โดยทองคำยังมีวัฎจักรราคาพุ่งขึ้น 7-8 ปีติดต่อกัน และราคาลงประมาณ 3-4 ปี ติดต่อกัน โดยที่ผ่านมา 3-4 ปี นับว่าเป็นช่วงขาลงของทองคำโดยตลอด โดยเริ่มปรับตัวดีขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาและเชื่อว่ายังคงจะอยู่ในวัฎจักรขาขึ้นต่อไปในระยะยาว

อ่านข่าวอื่น ธปท. ชี้ไทยมีสัดส่วนการออมสูงกว่าลงทุน ทำเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News