HomeBT Newsธปท. ย้ำยังเหลือกระสุนพยุงเศรษฐกิจ แม้เพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1%

ธปท. ย้ำยังเหลือกระสุนพยุงเศรษฐกิจ แม้เพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1%

ธปท. แสดงความมั่นใจว่ายังคงเหลือกระสุนในการทำนโยบายพยุงเศรษฐกิจ ถึงแม้ กนง.เพิ่งมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1% ซึ่งต่ำสุดตั้งแต่ดำเนินนโยบายการเงินมา ชี้ต้องใช้หลายนโยบายควบคู่เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

นายวีรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน The Year ahead 2020 Forging Resilience ว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยช่วงปลายปีที่ 2562 เพิ่งเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว จากกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มดีขึ้น ประกอบกับความขัดแย้งสงครามการค้าเริ่มเบาบางลง นำไปสู่ข้อตกลงเฟสวัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2563 กลับเจอสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน การเบิกจ่าย พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีล่าช้า และการระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้เศรษฐกิจเกิดความผันผวนสูง ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะความผันผวน

- Advertisement -

ขณะเดียวกัน ไทยเป็นประเทศเล็กไม่สามารถกำหนดทิศทางค่าเงินได้ แต่ยังมีการป้องกันเชิงรุก จึงมีการตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1% จากความไม่แน่นอนการระบาดไวรัสโคโรน่า, การเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ล่าช้า ทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอออกไป และถ่วงเศรษฐกิจไทย ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องปัญหาภัยแล้งที่มีความน่าเป็นห่วง โดยคาดว่าผลกระทบกับจีดีพีไม่มาก แต่จะกระทบภาคเกษตรที่สุด โดยมีประชากรจำนวนมากที่พึ่งพิงภาคเกษตร จะทำให้สะเทือนไปถึงการจับจ่ายของประชาชนในต่างจังหวัด ส่งผลให้การจ้างงานชะลอลงด้วย

ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% คงช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ไม่มาก แต่การทำนโยบายในปัจจุบันไม่มีเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้เพียงเครื่องมือเดียว จำเป็นต้องผสานหลายเรื่องทั้งมาตรการการคลัง การเงิน และสถาบันการเงิน ในการร่วมกันแก้ปัญหาด้วย โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้ส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำให้เร็วขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า

อย่างไรก็ดี ธปท.ตระหนักดีว่าเมื่อมีเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจเหลือน้อย จึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการทำนโยบายการเงินต่อโดยยังมั่นใจว่าจะมีกระสุนเหลือพอในการทำนโยบายพยุงเศรษฐกิจ ในกรณีเกิดความผันผวนขึ้นอีก โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี จึงไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมให้ทั้งผู้ฝากเงินและผู้กู้เงินได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน ซึ่ง ธปท.มีการรักษาช่องว่างของมาตรการไว้ตลอดเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤติ โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นการใช้ความสามารถทางโพลีซี สเปซ และเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นอีก ก็จะยังมีโพลีซี สเปซ เหลือเพื่อแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 5 ปัจจัยที่จะกระทบกับเศรษฐกิจ ดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยประชากรอายุ 60 ปี มีจำนวนเกิน 20% ซึ่งมีผลต่อแรงงานและการบริโภคจับจ่ายใช้สอย โดยคนไทยมีการทำงานลดลงต่อเนื่อง 3-4 ปี ส่วนประชากรวัยทำงานมีภาระดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น และคนเกษียณมีเงินไม่พียงพอทำให้ต้องพึ่งพาลูกหลาน และรัฐบาล ขณะเดียวกันการบริโภคก็จะลดลงด้วย แต่ยังมีอกาสในการพัฒนาสินค้าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่

2.โรคร้อนมีไฟป่าเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะไฟป่าและน้ำท่วมในเวลาไม่ไกลกันมากนัก โดยประชากรจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่มีกันชนน้อยอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังกระทบกับธุรกิจด้วยเนื่องจากน้ำสะอาดจะหายากขึ้น ภาคท่องเที่ยว บริการ อื่น ๆ ล้วนแต่ต้องการใช้น้ำสะอาดทั้งนั้น ดังนั้นการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนจะเป็นกระแสหลัก และหากใครทำก่อนจะเป็นผู้กำหนดตลาด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานดั้งเดิมจำนวนมาก ยังใช้พลังงานทางเลือกน้อย จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

3.การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี อีก 5 ปีจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากขึ้น อาจมีการใช้หุ้นยนต์มาทำงานแทนคนเพิ่มขึ้น และจะทำให้คนตกงานมากขึ้น แต่ก็ยังมีโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ โดยมีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ซึ่งมีทั้งโอกาสและความท้าทาย

4.การเปลี่ยนแปลงแวลูเชน อุตสาหกรรมการบริการจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่นการเป็นโค้ชในเรื่องต่าง ๆ ลิขสิทธิ์ทางปัญญา จะมีความสำคัญในแวลูเชนมากขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องเน้นกิจกรรมที่อาศัยองค์ความรู้มากกว่าข้อได้เปรียบในเรื่องค่าจ้างแรงงานเหมือนในอดีต

5.สภาพคล่องส่วนเกินในโลกมีจำนวนมาก ธนาคารกลางของหลายประเทศต่าง ๆ ยังมีการดำเนินนโยบายการเงินติดลบ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างยังทำให้นโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักไม่เข้าสู่ภาวะปกติ โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า สภาพคล่องส่วนเกินของโลกยังอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสร้างผลข้างเคียงให้ผู้ฝากเงินได้ผลตอบแทนน้อย ธนาคารก็ได้รับผลกระทบเนื่องจากปกติมักใช้วิธีกู้สั้นแต่กินยาว ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องสูง อัตราดอกเบี้ยสั้นและยาวแทบไม่ต่างกันจะส่งผลเสียต่อการทำกำไรของธนาคารในการปล่อยกู้

ณ ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น เพราะไม่มีแรงจูงใจในการออม และเมื่อดอกเบี้ยต่ำคนจะไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินจริงหรือไม่ถูกต้อง นำมาสู่การโกงเกิดขึ้น

ทั้งนี้ มีนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินเพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ประกอบด้วยมาตรการอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีผลต่อการดูแลสเถียรภาพการเงิน และมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในระยะยาว

อ่านข่าวอื่น คนไทยได้หรือเสียจากการลดดอกเบี้ย1%ครั้งประวัติศาสตร์

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News