HomeBT Newsสมยศ เชาวลิต เจ้าของอาณาจักร JIB "คิดแบบจิ๊บ แต่โตอย่างบิ๊ก"

สมยศ เชาวลิต เจ้าของอาณาจักร JIB “คิดแบบจิ๊บ แต่โตอย่างบิ๊ก”

            หากลองค้นชื่อของ จิ๊บ-สมยศ เชาวลิต ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JIB คุณจะพบกับเรื่องราวสู้ชีวิตของเขามากมาย จากเด็กวัดที่ชีวิตติดลบสู่เจ้าของธุรกิจพันล้าน ดังนั้น แทนที่จะมาย้ำทวนถึงหนังชีวิตที่หลายคนอาจผ่านหูผ่านตามาเยอะแล้ว ลองมาทำความรู้จักอีกแง่มุมหนึ่งของผู้บริหารคนเก่ง เมื่อเขาย้อนกลับมามองเส้นทางความสำเร็จของตัวเองดีกว่าว่า วิธีคิดแบบไหนที่ทำให้สามารถนำพาธุรกิจเติบโตแบบนันสต็อป

            “ร้านเล็กๆแต่ตั้งใจทำ” คือ หนึ่งในสูตรลับความสำเร็จที่ผู้บริหารคนเก่งใช้เปิดฉาก บนเวทีงานสัมมนา Priceza e-commerce summit 2020 ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่มาแชร์แนวคิดที่ผลักดันให้ อดีตพนักงานประจำที่มีอายุงาน 8 ปี วันหนึ่งตัดสินใจลาออก กำเงิน 2 แสนมาสร้างธุรกิจจำหน่ายสินค้าไอทีแบบครบวงจร ทั้งโน๊ตบุ๊คและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อย่าง เม้าท์ คีย์บอร์ด หูฟัง ฯลฯ เมื่อ 18 ปีก่อน จะประสบความสำเร็จทั้งในด้านการค้าปลีก และออนไลน์ ปัจจุบัน ขยายไปมากกว่า 149 สาขา ปีที่แล้วทำยอดขายสูงถึง 9000 ล้านบาท!!

สตีฟ จิ๊ป Never die

“ต้องบอกว่าพอ สตีฟ จ็อบส์มา สตีฟ จิ๊บก็เริ่มลำบาก เพราะโลกเปลี่ยนไวมาก 5 ปีที่แล้วใครๆก็บอกว่าเทรนด์ช็อปออนไลน์มาร้านขายคอมพิวเตอร์จะตายหมด ผมเองตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่า จะเป็นไปได้เหรอ ที่ลูกค้าจะซื้อโน๊ตบุ๊คผ่านทางออนไลน์ แต่ไหนๆเราก็มีเว็บไซต์มาตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ เพียงแต่หน้าที่ของเว็บตอนนั้นคือแค่บอกราคาสินค้า ผมเลยไปปรึกษาผู้รู้ว่าอยากขายออนไลน์บ้าง ต้องทำอย่างไร ตอนนั้นได้รับคำตอบที่ทำตามได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง คือ อยากขายออนไลน์ง่ายมาก แค่เพิ่มปุ่ม “ซื้อเลยเข้าไป” ผมก็ทำ”

          เชื่อมั้ยว่า เดือนแรก ยอดขายออนไลน์ที่เขาทำได้ คือ 3 ล้าน!!!

- Advertisement -

            “ผมโอเคมากเลย เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ไม่ต้องมีหน้าร้านก็ได้ เพราะลำพังค่าเช่าพื้นที่ 483 ตารางเมตรในเซ็นทรัล พระราม 2 ก็เดือนละล้าน ขายไปร้องไห้ไป เพราะกำไรต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าหมด คิดดูว่าถ้าผมมี 40 สาขา คูณไปเป็นเงินเท่าไหร่ ยังไม่รวมอัตราค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นทุกปี”

            จากตัวเลขยอดขายที่เห็น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอีกหลากหลายกลุยุทธ์ที่คิดแบบจิ๊บ จนมัดใจลูกค้า     

คิดต่างแบบ JIB    

            พอเริ่มเห็นโอกาสบนช่องทางออนไลน์ จิ๊บไม่เพียงสร้างหน้าเว็บของแบรนด์ให้แข็งแรง แต่ยังขยายช่องทางไปตามมาร์เก็ตเพลสต่างๆ เช่น Lazada, Shoppee, JD แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการขยายช่องทางการขาย คือ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่แตกต่าง

            “ตอนแรกผมเริ่มจากบริการส่งของภายใน 6 ชม. หลังลูกค้าสั่งซื้อ ตอนหลังลดเหลือ 5 ชม. และตอนนี้เหลือ 3 ชม. พูดง่ายๆ กินข้าวเที่ยงกดสั่ง บ่ายสามได้ของแล้ว เชื่อมั้ยว่า ที่เราคิดว่า 3 ชม.ก็เร็วแล้ว มีลูกค้าที่ขอด่วนกว่านั้นอีก อยากให้มาส่ง 2 ชม.ได้มั้ย ผมตอบว่าได้ แต่คิดเงินเพิ่ม 500 บาท ปรากฏว่าก็มีลูกค้าที่ยอมจ่าย ไม่ใช่แค่เดือนละเคส สองเคส แต่เป็น1,000 เคส ผมอยากถามคำเดียวจะรีบไปไหน อีก 1 ชม.ก็ฟรีแล้ว (ยิ้ม)”

            จากความเร็วที่เรามอบให้เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่รอไมได้ จิ๊บยังเล่าอย่างออกรสว่า ยังมีลูกค้าที่อยากได้ของทันใจกว่านั้น

 “ปกติเราส่งสินค้าไม่เกิน 2 ทุ่ม แต่สุดท้ายต้องขยายเป็น 24 ชม. เพราะทนเสียงเรียกร้องจากลูกค้าที่สั่งของคืนนี้ แต่ไม่อยากรอจนพรุ่งนี้เช้าไม่ไหว เราเลยได้ไอเดียใหม่ว่าถ้าอย่างนั้นส่ง 24 ชม. ถ้าสั่งตี 1 ตี4 ได้ของ สำคัญ คือ เราต้องย้ำกับ Call center ที่โทรไปคอนเฟิร์มกับลูกค้าว่ากรุณาเปิดเสียงโทรศัพท์ และวางไว้ข้างตัว เพราะเคยมีเคสไปส่งแล้วโทรหาไม่รับ ไม่เปิดประตูบ้าน เพราะเผลอหลับไปแล้ว”

            หลายคนอาจจะคิดว่า ลูกค้าที่ช็อปอุปกรณ์ไอทีตอนกลางคืน อาจเป็นนิชมาร์เก็ต บอกเลยคิดผิด เพราะแต่ละคืนมียอดออเดอร์ 1-2 ล้าน คำถามที่ป็อบอัพขึ้นใจผู้บริหารหนุ่มอีกครั้ง คือ เขาไม่นอนกันเหรอ?

ขายออนไลน์ดีขนาดนี้ ยังมีสาขาทำไม 

            ยอดออนไลน์วิ่งฉิวแบบนี้ ถามว่า ทำไมยังต้องยอมจ่ายค่าเช่าแพงๆ คำถามนี้จิ๊บเฉลยให้หายข้องใจว่า ออนไลน์และหน้าร้านต้องทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ

            ที่นี่มีบริการให้ลูกค้าที่ซื้อออนไลน์สินค้ามีปัญหาไปเปลี่ยนหรือซ่อมที่สาขาได้เลย ที่สำคัญเรายังพัฒนาเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีประโยชน์ แค่ขายของออนไลน์ แต่เอาใจลูกค้าแบบสุดติ่ง ด้วยการนำแรงบันดาลใจร้านเสื้อผ้าออนไลน์ ที่ถ่ายภาพนางแบบให้ดูแบบ 360 องศา มาใช้ถ่ายอุปกรณ์ไอทีแบบ 360 องศา ข้อดีคือ นอกจากขายออนไลน์ได้แล้ว เวลาลูกค้ามาที่หน้าร้านอยากดูเครื่อง หรือดูเมนบอร์ด เราคงไม่สามารถแกะสินค้าออกมาให้ลูกค้าดูได้ แต่พนักงานหน้าร้านก็สามารถเข้าเว็บเพื่อเปิดให้ลูกค้าดูได้

“ทุกวันนี้เรามีโปรแกรมเมอร์ 10 กว่าคน พัฒนาหลังบ้าน เราชอบพูดกันเล่นๆว่า ถ้าผมหยุดสั่งงานเพิ่มวันนี้ อีก 2 ปี โปรแกรมเมอร์จะทำงานที่ผมสั่งไปแล้วเสร็จหมด (หัวเราะ) นอกจากนี้เรายังมีทีมคอนเทนต์อีก 20 คน และ Call center อีกสิบกว่าคน ยังไม่รวมพนักงานที่สาขาอีก 1200 คน”

            เห็นตัวเลขพนักงานหลักพันแบบนี้ แต่จิ๊บบอกว่าไม่ต้องกังวลว่าจะดูแลหรือเทรนพนักงานไม่ทั่วถึง เพราะที่ JIB มีวิธีที่ทันสมัย และประหยัดต้นทุนมาก แทนที่จะนัดเรียกพนักงานมาเทรนพร้อมกัน เราใช้วิธีนำไลฟ์เฟซบุ๊กโปรโมทสินค้าที่ทำให้ลูกค้าดูอยู่แล้ว เอามาต่อยอดให้พนักงานดูด้วย แต่แทนที่จะดูผ่านๆ พอดูจบเราจะมีแบบทดสอบเพื่อเทสความเข้าใจของพนักงาน เหมือนทำข้อสอบ เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง”

ทั้งหมดนี้ คือ ส่วนหนึ่งของเบื้องหลังแนวคิดในการปลุกปั้น JIB จนเป็นแบรนด์ที่แข็งแรง ซึ่งผู้บริหารคนเก่งยังไม่หยุดดีใจกับความสำเร็จวันนี้นาน แต่พร้อมที่จะพัฒนาและต่อยอดอาณาจักรที่ไม่ได้โตแบบจิ๊บๆนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ส่วนจะมีอะไรใหม่ๆมาเซอร์ไพรส์วงการต้องรอติดตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องแนวรบ ช่อง 8 เปิดเกมรุก สู้ศึกทีวีดิจิทัล

ถอดรหัสวิธีบริหารแบรนด์เอ็มเค สไตล์ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน”

 

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News