HomeBT Newsเปิดพอร์ต 500 Tuktuk: ลงทุน 4 ปี 61 บริษัท ตาย 5 ราย

เปิดพอร์ต 500 Tuktuk: ลงทุน 4 ปี 61 บริษัท ตาย 5 ราย

500 Tuk Tuk คือ กองทุนที่สตาร์ทอัพไทยหลายรายต้องการได้รับการระดมทุน เพราะที่ผ่านมาสตาร์ทอัพที่รับการลงทุนจาก 500 Tuk Tuk จะมีการเติบโตที่ค่อนข้างดี และมีคนให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนและสื่อต่างๆ

500 Tuk Tuk เริ่มเดินเครื่องให้ทุนกระสุนในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพตั้งแต่ระดับเริ่มต้น จนทำให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการสตาร์ทอัพไทยในช่วงที่ผ่านมา เป็นจุดตั้งต้นให้กับสตาร์ทอัพหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย

เรืองโรจน์ พูนผล หรือรู้จักกันดีในนาม “กระทิง”​ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 Tuk Tuk กล่าวว่า โดยเฉลี่ยแล้วราว 48 % ของสตาร์ทอัพที่ระดมทุกรอบ seed ได้จะตายหลังจากระดมทุนไปได้ 18 เดือน การระดมทุนได้ไม่ได้การันตีว่าสตาร์ทอัพนั้นจะรอด แต่การระดมทุนรอบ seed ได้ ทำให้สตาร์ทอัพมีเวลาเพิ่มขยายขนาดในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณการใช้งาน ทำให้สตาร์ทอัพสามารถลงทุนเพิ่มเพื่อให้มีกำไร ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยเพิ่มโอกาสในการสำเร็จ

“สตาร์ทอัพ คือ ธุรกิจที่มีข้อจำกัดมหาศาล สตาร์ทอัพต้องโฟกัสเพื่อให้สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกำไรต่อหน่วยให้เพิ่มขึ้น เขามีเวลา 18 เดือน เขาทำได้ไหม”

- Advertisement -

สตาร์ทอัพตายได้ เนื่องจากสตาร์ทอัพเป็น Money Game สตาร์ทอัพที่เริ่มกำไรแล้วอยู่ได้ คือ หลังการระดมซีรีส์ B การลงทุนจากระดับ Seed ไปซีรีส์​ B จาก 100 บริษัทจะเหลือรอดแค่ 2 บริษัท ปกติสตาร์ทอัพจะใช้เวลาประมาณ​ 18 ในเดือนในการระดมทุนแต่ละรอบจาก Seed ไปซีรีส์ A ไปซีรีส์ B แต่จากซีรีส์​ B ไปซีรีส์ C อาจจะใช้เวลานานถึง 24 เดือน

ที่ผ่านมา 500 Tuk Tuk ลงทุนในสตาร์อัพไปแล้ว 61 บริษัท (ประมาณ 80% เป็นสตาร์ทอัพไทย) ในจำนวนนี้ตายไป 5 บริษัท คือ เงินหมด หมดเงินในการดำเนินการต่อ ในจำนวนนี้มีสตาร์ทอัพที่ระดมทุนซีรีส์ C จำนวน 4 บริษัทเป็นสตาร์ทอัพไทย 2 บริษัท คือ Pomelo และสตาร์ทอัพ Fintech ที่ยังไม่สามารถบอกชื่อได้ และสตาร์ทอัพสาย Fintech ในอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งยังไม่สามารถเผยชื่อได้

“เราลงทุนใสระดับ Seed ซึ่งอัตราส่วนการรอดของสตาร์ทอัพในพอร์ตเราดีมาก อุตสาหกรรมโดยรวมตาย 48% แต่ของเราลงทุนมา 4 ปี ลงทุนในสตาร์ทอัพ 61 บริษัท มีตาย 5 ราย คือน้อยกว่า 10%” 

ในช่วงที่เหลือของปีนี้ 500 Tuk Tuk จะลงทุนระดับซีรีส์ B จำนวน 10 ล้านเหรียญในอีก 3 สตาร์ทอัพ คือ สตาร์ทอัพสาย Fintech สาย Big Data และ สาย B2B และจะลงทุนระดับ Post Seed และซีรีส์ A อีก 5 บริษัท

“ปีนี้เป็นปีที่ดีของ 500 Tuk Tuk เรามีการลงทุนระดับซีรีส์​ C จำนวน 4 บริษัท ซีรีส์ B จำนวน 3 บริษัท ซีรีส์A และ Post Seed อีกจำนวน 4 บริษัท ตอนนี้เราใช้เงินของกองทุนกอง 2 คาดว่าจะปิดกองสิ้นปีหน้า”​

สิ้นปีนี้ 500 Tuk Tuk ตั้งเป้าว่าจะมีสตาร์ทอัพในพอร์ตการลงทุนทั้งสิ้น 67 บริษัทและจะจบที่ 75 – 80 บริษัทในสิ้นปี 2563 เมื่อปิดรับเงินจากนักลงทุนสำหรับกองทุนกองที่ 2 ซึ่งจะลงทุนในสตาร์ทอัพต่อเนื่องจนถึงปี 2564

“ทั้ง 75 -80 สตาร์ทอัพจะมีมูลค่าบริษัทรวมกันประมาณ​ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ​ ตอนนี้สตาร์ทอัพในพอร์ตเราทั้งหมดมีมูลค่าบริษัทรวมกันอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะ 4 สตาร์ทอัพซีรีส์​ C ก็มีมูลค่าบริษัทรวมกัน 1.2 พันลานเรียญสหรัฐแล้ว”

การลงทุนของ 500 Tuk Tuk ในช่วงแรกเน้นที่การลงทุนในระดับ Seed คือ เม็ดเงินลงทุนไม่ถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ในช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มแรกของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพในประเทศไทย การลงทุนในระดับ Seed จึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้เกิดสตาร์ทอัพจำนวนมาก จากนั้นในกองทุนที่ 2 จึงมีการขยับการลงทุนสู่การลงทุนระดับซีรีส์​ A ขึ้นไปในปีนี้เป็นปีแรก

สตาร์ทอัพที่มีโอกาสทางธุรกิจสูงในอีก 2 ปีข้างหน้าคือ สตาร์ทอัพในอุตสหากรรมประกัน สุขภาพ และอาหาร

วงการสตาร์ทอัพไทยเติบโตต่อเนื่อง
CVC มีบทบาทสูงมากในช่วงที่ผ่านมา

ในฐานะที่อยู่ในวงการสตาร์ทอัพไทยมาตั้งแต่แรกเริ่ม กระทิง บอกว่า พัฒนาการของวงการสตาร์ทอัพไทยยุคที่ 2 (ไม่นับยุคดอทคอมบูมเมื่อปี ค.ศ.1998-ค.ศ.2000)

เริ่มจาก ปี 2555 ถึงปัจจุบัน ปี 2555 คือ ปีกำเนิดสตาร์ทอัพไทย ทั้งตลาดมีสตาร์ทอัพทั้งหมดน้อยกว่า 10 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนรวมทั้งหมดประมาณ​ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

ต่อมาในปี 2556 วงการสตาร์ทอัพไทยเริ่มตั้งไข่ เริ่มมีโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพจากบริษัทเทเลคอม ในปี 2557 มีกองทุน 500 Startups กองทุนจากซิลิกอน วัลเลย์เข้ามาในไทย ทำให้ปี 2558 ถือเป็นการเทคออฟวงการสตาร์ทอัพไทย เพราะ 500 Startups เข้าลงทุนในไทยผ่านการก่อตั้ง 500 Tuk Tuk

ปี 2559 วงการสตาร์ทอัพไทยเริ่มเติบโต ในปี 2560 – 2561 บริษัทขนาดใหญ่หันมาทำ CVC หรือ Corporate Venture Capital ตั้งกองทุนเพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพที่น่าสนใจ และมาในปีนี้เป็นปีที่วงการสตาร์ทอัพไทยยังเติบโตต่อเนื่อง จากวันนั้นถึงวันนี้ในวงการสตาร์ทอัพไทยจะเห็นสตาร์ทอัพไทยรับการเงินทุนที่ระดับ Seed ซีรีส์ A ซีรีส์ B และซีรีส์ C อย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยคอร์ปอเรตปรับตัวเร็วมาก ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคอร์ปอเรตเข้ามามีบทบาทในวงการสตาร์ทอัพมาก เพราะคอร์ปอเรตต้องการทำ transformation จึงมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ทอัพ ถือว่า คอร์ปอเรตได้เข้ามาช่วยวงการสตาร์ทอัพไทย จะเห็นว่าในปีที่ผ่านมาสตาร์ทอัพไทยจำนวนมากปรับตัวเองจาก B2C เป็น B2B หรือ B2B2C ตามการเข้ามาสนับสนุนของคอร์ปอเรตและตามลักษณะธุรกิจเดิมของสตาร์ทอัพ”

แม้ว่าวงการสตาร์ทอัพไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง บางปีเติบโตร้อนแรง สร้างความหวือหวาบนหน้าสื่อจำนวนมาก แต่ทว่าความร้อนแรงของวงการสตาร์ทอัพไทยยังสู้เวียดนามไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะว่าที่เวียนดนามมีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์น (Unicorn) แล้ว (Unicorn คือ สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

คุณกระทิง วิเคราะห์ให้ฟังว่า ที่เวียดนามมี talent จำนวนมาก ประกอบกับเวียดนามเป็นตลาดที่น่าสนใจ เป็นตลาดวัยรุ่นและเป็นตลาดที่มีประชากร 100 ล้านคน เป็นตลาดที่เป็น digital native ลักษณะเหมือนตลาดจีน ทำให้สามารถเติบโตก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี การทำให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตกว่านี้ รัฐบาลควรมีบทบาทในเรื่องการสนับสนุนเรื่องกฎหมายต่าง ๆ อาทิ eSOP และสมาร์ทวีซ่า รวมถึง matching funds และการศึกษาเพื่อกระตุ้นให้วงการสตาร์ทอัพได้มีความแข็งแรงและเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนจากทั่วโลกมากขึ้น

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News