Home BT News หวั่นกระทบภาระงบประมาณ นักวิชาการแนะปรับโครงสร้างภาษี

หวั่นกระทบภาระงบประมาณ นักวิชาการแนะปรับโครงสร้างภาษี

หนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้นกำลังเข้าสู่ขีดจำกัดของ “วินัยทางการเงินการคลัง” เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ล่าสุดรัฐบาลกู้เงิน 2.41 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ในงบประมาณปี 2563 ทำให้สัดส่วนหนี้ขยับขึ้นเป็น 51% ของจีดีพี

ล่าสุด ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า หนี้รัฐบาลมีจำนวน 7.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 45.83% ซึ่งยังไม่รวมเงินกู้ 2.41 แสนล้านบาท

สำหรับหนี้ในส่วนนี้ยังไม่นับรวมเงินกู้ที่เหลือตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งขณะนี้ใช้ไปแล้วประมาณ 6 แสนล้านบาท ยังคงเหลืออีก 4 แสนล้านบาท โดยมีกำหนดกู้ได้ถึงปลายปี 2564 และหากกู้ทั้งหมดจะดันหนี้สาธารณะขยับขึ้นเป็น 57% ของจีดีพี

- Advertisement -

ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไม่กระทบกับความเชื่อมั่นด้านการเงินการคลังมากนัก เพราะฐานะทางการเงินของประเทศในขณะนี้แตกต่างจากช่วงวิกฤติปี 2540 มาก ในขณะนี้ประเทศมีทุนสำรองค่อนข้างสูง จึงไม่น่ากังวลเรื่องความเชื่อมั่นของต่างชาติ

“ขณะนี้หนี้สาธารณะ 51% ในปีหน้าอาจจะใกล้ 60% แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ รัฐบาลก็ควรทำแผนให้ขยับเพดานหนี้สาธารณะได้”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีหน้า คาดว่ารัฐบาลจะจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลอีก 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวน่าจะขาดดุลมากกว่านั้น

ผศ.ดร.สันติ มองว่า ปัญหาใหญ่คือ เมื่อมีสัดส่วนหนี้สูงขึ้นจะเป็นภาระงบประมาณอย่างมาก ทำให้ในแต่ละปีต้องใช้หนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนงบประมาณ 70-80% เป็นรายจ่ายประจำ แทบไม่เหลือเงินมาใช้ด้านอื่น ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นหากต้องการลงทุน

“ยกตัวอย่างหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่กู้มาช่วยเหลือสถาบันการเงินในช่วงวิกฤติปี 2540 เป็นหนี้ราว 1.2 ล้านล้านบาท ขณะนี้ผ่านมา 20 ปี หนี้ยังเหลือกว่า 7 แสนล้านบาท หากเรากู้เพิ่มขึ้น ภาระต่องบประมาณก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก”

ผศ.ดร.สันติ กล่าวอีกว่า ปัญหารายได้ของรัฐจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น่าจะใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 3 ปี อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อเพิ่มรายได้

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองเกณฑ์วินัยทางการเงินการคลังของไทยว่ายังมีเสถียรภาพที่ดี ประเด็นก็คือ สัดส่วนหนี้สาธารณะในระดับนี้พอขยับได้บ้าง เพราะแต่ละประเทศมีความเสี่ยงต่างกัน ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในการนิยามหนี้สาธารณะที่ 60% ของจีดีพี เราต้องเข้าใจคำนิยามที่ใช้ทั่วไปเฉพาะหนี้รัฐบาล แต่ของไทยรวมหนี้รัฐวิสาหกิจและหนี้อื่นๆ เข้าไปด้วย การคลังของไทยจึงมีลักษณะแบบอนุรักษนิยม ทำให้ความเสี่ยงต่ำกว่า ดังนั้น ที่ประเมินว่าหากกู้ครบตาม พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่น่ากังวล แต่ต้องไม่มีการก่อหนี้เพิ่ม

ดร.นณริฏ ระบุว่า เท่าที่ประเมินรัฐบาลสามารถกู้ได้อีก 8 แสน-1 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้ไม่เกิน 60% ในช่วง 1-2 ปีนี้ รัฐบาลน่าจะเอาอยู่ ควบคุมสัดส่วนหนี้ได้

“แต่ระยะปานกลางเราต้องรัดเข็มขัดมากขึ้นจากภาระหนี้สูงขึ้น”

อย่างไรก็ตาม หากภาระหนี้เกิน 60% จะกระทบต่อความเชื่อมั่นหรือไม่นั้น ดร.นณริฏ กล่าวว่า ประเด็นที่ส่งผลกระทบขณะนี้ไม่ใช่เรื่องภาระหนี้ของรัฐบาล หรือฐานะการคลัง แต่เป็นเรื่องการเมืองในประเทศ

“จะเห็นว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ได้มองประเด็นนี้ แต่มองปัจจัยลบมาจากประเด็นทางการเมืองมากกว่าเรื่องงบประมาณ”

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News