HomeBT NewsBusiness Today Thai Politics 4 มกราคม 2567

Business Today Thai Politics 4 มกราคม 2567



นายกฯรับ โอน “พล.ต.อ.รอย” นั่งเลขาฯสมช.

- Advertisement -

วันนี้ (4 มกราคม 2567) ที่ อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงขั้นตอนการแต่งตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีการถ่ายโอน พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ จากรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) มาเป็นเลขาธิการ สมช. ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งจะต้องขอไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้โอนย้ายมา เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอน ดังนั้น การประชุม ครม. ในวันที่ 9 ม.ค. ที่จะถึงนี้ จึงไม่น่าจะทัน ไม่แน่ใจว่าเรื่องอาจจะเข้าในการประชุม ครม.ครั้งถัดไป


พร้อมกล่าวยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับข้าราชการภายในสำนักงาน สมช. แล้ว ไม่มีกระแสต่อต้านจากลูกหม้อ รวมถึงข้าราชการประจำ มีการพูดคุยกันรู้เรื่อง เรียบร้อยหมดแล้ว

ทั้งนี้เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่หนังสือจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 0401.3/12930 ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เซ็นรับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 เวลา 13.51 น. เลขลับที่ 44 เรื่องการขอรับโอนข้าราชการตำรวจ

โดยระบุเนื้อหาว่า ด้วยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พิจารณาเห็นว่า พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการตำรวจสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ที่เหมาะสม จึงมีความประสงค์จะขอรับโอน พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ข้าราชการพลเรือนประเภทบริหาร ระดับสูง เงินประจำตำแหน่ง 21,000) เพื่อประโยชน์ของทางราชการ

โดยนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57(1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ได้เห็นชอบให้ดำเนินการขอรับโอนแล้ว ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณายินยอมการโอนข้าราชการตำรวจรายดังกล่าว เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ลงชื่อ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี



“เศรษฐา” ป้อง “กอ.รมน.” ชี้มีภารกิจดูแลความสงบภาคใต้

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ วาระพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบฯ67 วาระแรก เป็นวันที่สอง เวลา 14.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง ชี้แจงต่อประเด็นงบประมาณแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนของ กอ.รมน. ว่า หลายประเด็นจะให้ทีมงานขยายผลต่อเพื่อให้ปัญหาลดลง ทั้งนี้ในภาพรวมของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาสะสม แต่ในระยะหลัง พบว่า ความรุนแรงลดลง โดยตนของขอบคุณ สส.และทุกพรรคการเมืองทุกภาคที่พูดคุยกับประชาชนเพื่อลดปัญหาความรุนแรงรวมถึงความมั่นคง และ กอ.รมน. ที่ตนเห็นการทำงานตั้งใจจริง แม้วิธีการทำงานจะแตกต่างกันกับผู้ที่แสดงความเห็น


ตนเชื่อว่ากอ.รมน. มีจุดประสงค์เดียวกัน คือ คืนความสงบและความมั่นคั่งให้ประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้หลายคนให้ความสนใจ และผมมีโอกาส 100 กว่าวันในตำแหน่งนายกฯ ลงพื้นที่เมื่อ พ.ย. เจอนายกฯมาเลเซีย ได้คุยปัญหาความมั่นคงความสงบเรียบร้อยและเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ ที่พัฒนาหลายมิติ และปัจจุบันพบการเข้าเมืองเพิ่มกว่า 30,000 คนในช่วงวันหยุด ทำให้โรงแรม 3 จังหวัดและหาดใหญ่ จ.สงขลาเต็มหมด ดังนั้นผมเชื่อว่าหากคนมีเงินในกระเป๋า ชีวิตดีขึ้น ปัญหาความรุนแรงลดน้อยลง ควบคู่กับการทำงานของฝ่ายความมั่นคงของไทยและมาเลเซียทำให้ปัญหาลดน้อยลง

ส่วนกรณีที่ สส. วิเคราะห์เรื่องงบประมาณของ กอ.รมน. ตนน้อมรับไปพิจารณาพูดคุยเพื่อทำให้งบมีประโยชน์สูงสุด ส่วนกรณีที่ระบุว่าหากมีความสงบ กอ.รมน. จะทำงานอะไร ไม่ต้องห่วง เพราะตนพูดคุยกับ ผบ.ทบ. มีหลายเรื่องที่ต้องทำ เช่น ช่วยเหลือเรื่องอุทกภัย, ภัยแล้ง ขุดบ่อเก็บกักน้ำ ลงพื้นที่ซ่อมแซมช่วยซ่อมบ้านผู้ประสบอุทกภัย ซึ่ง กอ.รมน. ใส่ใจ ส่วนเรื่องไบโพลา ตนไม่ใช่หมอ ไม่ทราบว่าเป็นหรือไม่ แต่ที่สัมผัสพบว่าเป็นคนที่สม่ำเสมอ ดูผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง และจะมีการประชุมที่สภาฯหลังจากนี้



“จุลพันธ์” วอนฝ่ายค้านเลิกด้อยค่านโยบาย “ซอฟต์พาวเวอร์”

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ วาระการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งมีผู้อภิปรายถึงการดำเนินการโครงการซอฟต์พาวเวอร์ว่า เป้าหมายของโครงการซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล คือ การสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ไม่สำคัญว่าจะเป็นเรื่องหมูกระทะ เล่นสงกรานต์ วัวชน เพราะเราสามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด ส่วนเรื่องงบประมาณโครงการซอฟต์พาวเวอร์นั้น มีการบรรจุอยู่เกือบ 1 หมื่นล้านบาทในเล่มงบประมาณ กระจายทั้งทางตรงและทางอ้อม


ตนไม่อยากให้ด้อยค่าซอฟต์พาวเวอร์เป็นเรื่องจัดอีเวนท์ แม้จัดกิจกรรมหลายจุด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีเรื่องจัดอบรม เพิ่มศักยภาพให้ประชาชน ทั่วโลกพยายามหาจุดแข็งในอัตลักษณ์ตัวเองนำมาขายดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ประเทศไทยมีเรื่องสงกรานต์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้ประเทศ ด้วยโครงสร้างกิจกรรม และคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ นโยยบายและงบประมาณที่จัดสรรลงไปถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับการเสนอแนะความเห็นจากเอกชนโดยตรง

ส่วนนี้ถือเป็นมิติใหม่การใช้เงินให้ตรงความต้องการภาคเอกชน และประชาชนแต่ละพื้นที่ รัฐบาลจะเดินหน้าซอฟต์พาวเวอร์สร้างรายได้ให้ประชาชนมากที่สุด เป้าหมายที่วางไว้ 20ล้านครัวเรือน รายได้ 2แสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน เป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงใน 4ปีข้างหน้า เราเชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย จะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนได้ตามที่คาดหวัง



รัฐบาลเตรียมคิกออฟโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ จ.ร้อยเอ็ด 7 ม.ค. 67

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันอาทิตย์ที่ 7 ม.ค. 2567 เพื่อเป็นประธานกิจกรรม Kick off “30 บาทรักษาทุกที่” โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมคณะตรวจราชการ


โดยมีกำหนดการคือ เวลาประมาณ 16.00 น. นายกรัฐมนตรีออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จากนั้น ในเวลาประมาณ 17.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานกิจกรรม Kick off “30 บาทรักษาทุกที่” ณ ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 20.15 น. ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

“วันอาทิตย์นี้ จะเป็นวันเริ่มต้น หรือ Kick off ‘30 บาทรักษาทุกที่’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นจุดเปิดนอกสถานที่ และเปิดระบบออนไลน์ไปยังอีก 3 จังหวัด คือ แพร่ เพชรบุรีและนราธิวาส โดยกระทรวงสาธารณสุขมั่นใจมีความพร้อม 100% ที่จะเปิดตัวให้ประชาชนใช้บริการอย่างเป็นทางการในทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง 4 ภูมิภาค ที่ได้เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในหน่วยบริการทุกระดับเป็นระบบเดียวทั้งจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการให้บริการ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลที่มอบให้พี่น้องประชาชน ถือเป็นการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหญ่ คือปฏิรูประบบข้อมูลการให้บริการครั้งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อน บัตรประชาชนใบเดียวสามารถเข้าถึงการบริการได้ ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และขยายบริการที่เป็นนวัตกรรมการอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชน”



“ก้าวไกล” ตั้งฉายา “สุทินดาวน้อย” ตั้งงบกลาโหม ไม่ตอบโจทย์ประเทศ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พศ.2567 เป็นวันที่2 ในวันนี้ สมากชิกที่งฝ่ายค้านและรัฐบาลยังคงสลับสับเปลี่ยนกันลุกขึ้นอภิปราย เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.พรรคก้าวไกลอภิปรายในส่วนของงบกองทัพ ว่าสุทิน คลังแสง ถือเป็นรมว.กลาโหมคนแรกที่เป็นพลเรือนมาคุมทหาร และไม่ได้เป็นายกรัฐมนตรีควบรมว.กลาโหมเหมือนที่ผ่านมาตนซึ่งฝากความหวังว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนกองทัพได้ดียิ่งขึ้น แต่คนก็เริ่มลังเล


ทั้งนี้เมื่อเข้าไปดูงบประมาณกองทัพกลับพบว่า นโยบายพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่าจะปฏิรูปกองทัพเป็นทหารมืออาชีพ เปลี่ยนรูปแบบเกณฑ์ทหารให้เป็นไปอย่างสมัครใจ เสนอกฎหมายป้องกันต่อต้านรัฐประหาร ไม่ต่างจากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าจะมีการเปลี่ยนรูปแบบเกณฑ์ทหาร พร้อมลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญบัตรระดับสูงและกอ.รมน.ให้สอดคล้องกับปัจจุบันและจะนำพื้นที่ทหารที่เกินความจำเป็นมาจัดสรรให้แก่ประชาชน ตนชื่นชมโครงการ “หนองวัวซอโมเดล” ที่นำที่ดินมาจัดสรรให้ประชาชนมีที่ทำกินแต่ตนและพรรคก้าวไกลยืนยันจะตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง

เอกราช ยังกล่าวว่า วันนี้เมื่อเห็นงบประมาณกระทรวงกลาโหม ทำให้ตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะฝันเห็นกลาโหมโฉมใหม่ กองทัพรูปแบบใหม่ที่ดูดีได้หรือไม่อย่างไร

การจัดสรรงบประมาณภาพรวมซึ่งกลาโหมขอจัดสรร1.98แสนล้าน เพิ่มจากปี2566 ที่ได้รับจัดสรร1.94แสนล้าน เพิ่มขึ้น3.8พันล้าน แต่เมื่อมาดูการจัดสรรงบประมาณด้านต่างๆโดยเฉพาะด้านบุคคลากรกลับพบว่าเพิ่มขึ้นทุกปี โดยคิดเป็นร้อยละ55 เฉพาะกองทัพบกใช้งบประมาณถึงร้อยละ64 ของงบประมาณ นี่คือภาพสะท้อนกลาโหมกำลังขยานขนาดหรือไม่ สวนทางกับแผนลดกำลังพลโดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันเมื่องบประมาณรายจ่ายบุคคลยังซ่อนรูปอยู่ในส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง เครื่องแต่งกายและเมื่อรวมงบทหารกองประจำการณ์(ทหารเกณฑ์) งบประมาณจะสูงถึง1.4หมื่นล้านบาทคิดเป็นร้อยละ12.8ของบุคลากรทั้งหมด

ขณะที่งบบางส่วนที่พบว่า อาจมีความทับซ้อนคืองบทหารพัฒนา จำนวน3,145 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ที่2,875ล้านบาท อาทิ งบโครงการจัดหาแหล่งน้ำ1,308 ล้านบาทซึ่งเท่ากับร้อยละ39ของกรมน้ำบาดาลที่ดูและเรื่องนี้โดยตรงที่ได้รับงบ3,323 ล้านบาท เป็นต้น

ขณะที่ชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ว่า งบจัดซื้ออาวุธ ลดลงกว่า 2.4 พันล้านบาท แต่สาเหตุที่ลดลงมาจากการ “สุทิน ดาวน์น้อย(ลง)” แล้วผ่อนนานขึ้น โดยพบว่าในงบประมาณปี66 ดาวน์ 13 เปอร์เซ็นต์ และปี67 ดาวน์ 9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากรักษาวินัยการคลัง เพื่อไม่ให้ผ่อนหนักนานๆ ต้องรักษาสัดส่วนการดาวน์ให้อยู่ในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ ยอดคลังแสงทวีสินกว่ารัฐบาลก่อน ด้วยยอดดาวน์น้อย จะทำให้ยอดก่อหนี้ผูกพันธ์ให้ผ่อนยาวๆ รวมมูลค่า 5.78 หมื่นล้านบาท มากกว่าปี66 อยู่2-3เท่า ซ่อนหนี้ก้อนโตไปไกลๆ ถ้าตรวจสอบเอารอดปีต่อปีจะมองไม่เห็น แต่ถ้ามองอนาคตเราจะเห็นความพินาศชิ้นใหญ่รออยู่

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News