HomeBT Newsอัตราผลตอบแทนกลับตาลปัตร สัญญาณร้ายเศรษฐกิจถดถอย

อัตราผลตอบแทนกลับตาลปัตร สัญญาณร้ายเศรษฐกิจถดถอย

อัตราผลตอบแทนกลับตาลปัตร Inverted Yield Curve สัญญาณร้ายเศรษฐกิจถดถอย

ช่วงกลางปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น หรือที่เรียกว่า Inverted Yield Curve

เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ดำเนินไปอย่างเข้มข้นและกระทบต่อการค้าการลงทุนไปทั่วโลก

- Advertisement -

แต่หลังจากนั้น “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” ก็กลับสู่ภาวะปกติ เมื่อสามารถเจรจาการค้าเฟสแรกสำเร็จ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยหลายครั้ง

เริ่มต้นปี 2563 จู่ๆ ไวรัสโคโรนา หรือเรียกกันว่า ไวรัสโควิด-19 ก็เกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในจีน ในขณะที่การแพร่ระบาดในจีนทำท่าจะควบคุมได้ แต่แล้วสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมีมากขึ้นนอกประเทศจีนและลุกลามไปหลายประเทศ

ในช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของเดือน ก.พ. 2563 ก็เกิดปรากฏการณ์ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับตาลปัตร” อีกครั้ง แต่ในครั้งเกิดขึ้นระหว่างพันธบัตรอายุ 10 ปี กับ 3 เดือน ซึ่งเกิดขึ้นถี่ยิบท่ามกลางดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก “ดิ่งเหว”

Inverted Yield Curve คืออะไร?

Yield Curve คือ เส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน (Yield) กับอายุคงเหลือของพันธบัตร (Maturity) ในภาวะปกติพันธบัตรรัฐบาลที่ระยะยาวกว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เนื่องจากการลงทุนในระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าจากระยะเวลาการถือครองพันธบัตรที่นานกว่า เช่น ความไม่แน่นอนในทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อ

Inverted Yield Curve สามารถเกิดขึ้นได้ในบางช่วงเวลา ในวงการตลาดการเงินตลาดทุน จะติดตามดูส่วนต่างระหว่างพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี และอายุ 2 ปี (2y-10y Spread)

หากมีค่าติดลบแสดงว่า เกิด Inverted Yield Curve ขึ้น

เหตุใดจึงมีความสำคัญ?

จากข้อมูลในอดีต Inverted Yield Curve มักเกิดก่อนที่เศรษฐกิจจะเป็นขาลงหรือเศรษฐกิจถดถอย หรือมักจะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมากกว่าระดับศักยภาพ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้นมากและสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ ทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และส่งผลให้ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นปรับสูงขึ้น

หากนักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในช่วงท้ายของวัฏจักรขาขึ้นแล้ว หรือมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเกิดภาวะถดถอย นักลงทุนจะคาดการณ์ว่าในระยะต่อไปธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะย้ายการลงทุนไปเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อล็อกผลตอบแทนสูงไว้ให้นานที่สุดก่อนที่ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งการที่นักลงทุนเน้นลงทุนในพันธบัตรระยะยาวจะกดดันให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับลดลง จนทำให้ Yield พันธบัตรระยะยาวน้อยกว่าระยะสั้นจนเกิด Inverted Yield Curve

Inverted Yield Curve จึงเป็นสัญญาณเตือนจากมุมมองของนักลงทุนที่ชี้ว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวได้ในอนาคต

ในอดีตที่ผ่านมา Inverted Yield Curve สามารถพยากรณ์การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้หลายครั้ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของสหรัฐ โดยหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปี 1980 เป็นต้นมา พบว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายใน 1-2 ปี หลังจากเกิด Inverted Yield Curve

แต่ Inverted Yield Curve เคยให้คำเตือนที่ผิดพลาดเช่นกัน (False Signal) เช่น ในปี 2525 และ 2541 ที่แม้จะเกิด Inverted Yield Curve แต่เศรษฐกิจสหรัฐก็ไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยตามมาในช่วงนั้น

Inverted Yield Curve จึงเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสัญญาณที่บ่งชี้เศรษฐกิจถดถอยเสมอไป

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

หาก GDP ปีนี้หดตัว 2 ไตรมาสติด เข้าข่ายเศรษฐกิจไทยถดถอย

โลกวิกฤติ ติดไวรัส COVID-19 ฉุดเศรษฐกิจร่วง

Great Wall Motors ยักษ์ใหญ่จากจีนรุกตลาดยานยนต์ไทย

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News