HomeBT Newsกัลฟ์ เร่งขยายโรงไฟฟ้าเวียดนาม-โอมาน หวังเพิ่มกำลังผลิต 12,000 MW ในปี 67

กัลฟ์ เร่งขยายโรงไฟฟ้าเวียดนาม-โอมาน หวังเพิ่มกำลังผลิต 12,000 MW ในปี 67

กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี เดินหน้ารุกโรงไฟฟ้าในเวียดนามและโอมานต่อเนื่อง หวังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 12,000 เมกะวัตต์ ในปี 67 มั่นใจชนะการประมูล 3 โครงการอินฟาร์สตรัคเจอร์ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือและมอเตอร์เวย์ เนื่องจากเป็นผู้ยื่นการประมูลที่ถูกรัฐบาลเรียกเจรจาแล้ว

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นาวสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และนายรัฐพล ชื่นสมจิตต์ รองประทานเจ้าหน้าที่บริหาร เข้าชี้แจงผลดำเนินงานไตรมาส 2/62 ในงาน Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นาวสาวยุพาพิน กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทฯมี โรงไฟฟ้าทั้งหมด 7 โครงการที่ได้เปิดดำเนินการไปแล้ว ทำให้ปัจจุบันโรงไฟฟ้า 12 SPPs เปิดดำเนินการครบทั้งหมดแล้ว ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 1,563 เมกะวัตต์ ขณะที่ต่างประเทศมีโครงการโซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการ และโครงการจำหน่ายแก๊สธรรมชาติผ่านท่อร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งได้เปิดดำเนินการไปแล้ว 2 โครงการเช่นกัน ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด 5,919 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีโครงการที่อยู่ระว่างการก่อสร้างและพัฒนาดังนี้

- Advertisement -

1.โครงการโรงไฟฟ้าแก๊สกัลฟ์ศรีราชา ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 2,650 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ที่นิคมอุตสาหกรรม จ.ชลบุรี มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ระยะเวลา 25 ปี โดยคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 64

2.โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ปลวกแดง ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 2,650 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.ระยอง มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ระยะเวลา 25 ปี ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเงินกู้ซึ่งคาดว่าจะได้ในช่วงไตรมาส 4/62 วงเงินประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยจะเป็นการกู้ระยะยาว 23 ปี

3.โครงการที่ประเทศโอมาน ตั้งอยู่ที่เขตดูคุ่ม ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 326 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นการขายไฟฟ้าและน้ำจืดให้โรงกลั่น มีซึ่งสัญญาซื้อขาย 25 ปี คาดเปิดดำเนินการได้ในช่วงปี 65

4.โครงการโรงไฟฟ้าเศษยางพารา ที่ จ.สงขลา ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 25 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี กับ กฟผ. คาดเปิดดำเนินการได้ในช่วงเดือน มี.ค. 63

5.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 310 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าเวียดนาม 20 ปี คาดเปิดในปี 64

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนที่ประเทศเวียดนามจากเดิมถือหุ้นในอัตรา 40% เป็นการเพิ่มการถือหุ้นที่ 90% เนื่องจากเห็นการเติบโตที่รวดเร็วของเวียดนาม ซึ่งจีดีพีโตมีการเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี นอกจากนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังมีมากขึ้นทุกปี เฉลี่ย 10% ต่อปี ซึ่งบริษัทฯได้ตั้งโรงไฟฟ้าใกล้กับกรุงโฮจิมินห์ ซิตี้ เพราะเป็นบริเวณที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศเวียดนาม

อีก 5 ปี ข้างหน้าในปี 67 บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดให้ได้เป็น 12,000 เมกะวัตต์ จากเดิมที่มีอยู่ 5,919 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน ซึ่งโครงการในประเทศเวียดนามและโอมาน จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้าในอีก 5 ปีถัดจากนี้

ด้าน นายรัฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนในอนาคตต่อจากปี 66 บริษัทฯ ก็ได้มีวางแผนการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ เอาไว้แล้วเช่น ในปี 67 จะมีการทำโรงไฟฟ้า แอลเอ็นจี ขนาด 6,400 เมกะวัตต์ ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของรัฐบาลเวียดนาม และยังจะมีการร่วมกับพาร์ทเนอร์ในประเทศจีน สร้างเขื่อน ที่ประเทศลาว ในปี 69 ซึ่งเป็นแผนงานระยะยาวที่บริษัทฯ ได้วางแผนเอาไว้แล้ว

ส่วน นาวสาวยุพาพิน กลับมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทฯมีโครงการใหม่ ๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงยื่นซองประมูลประกอบด้วยดังนี้

1.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นโครงการที่จะแบ่งงานออก 2 ส่วน คือการถมทะเลเนื้อที่ 1 พันไร่ เพื่อทำระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยใช้เวลา 3 ปี ในการถมทะเลซึ่งจะเสร็จในปี 66 โดยใช้เงินลงทุน 13,000 ล้านบาท หลังจากถมทะเลเสร็จเอกชนจะมีสิทธิ์ใช้ที่ดิน 200 ไร่ ในการสร้างแอลเอนจีเทอร์มินอลในปี 66-70 คาดว่าโครงการนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ และจะมีการเซ็นสัญญาในเดือน ต.ค.นี้ สำหรับผู้ชนะการประมูล

2.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ซึ่งการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่ถมทะเล และเอกชนจะสร้างระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับความสามารถการขนส่งตู้สินค้า โดยโครงการนี้ใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างในปี 64-66

3.โครงการมอเตอร์เวย์ระยะทาง 196 ก.ม. โดยบริษัทฯมีการทำพาร์ทเนอร์กับบีทีเอส สเตคอน และ RATCH ใช้เงินงทุน 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอที่ประชุม ครม. ในเดือน ม.ค.63 ซึ่งขณะนี้ ได้มีการเปิดซองประมูลแล้ว ปรากฏว่าบริษัทฯ ยื่นราคาต่ำสุด เนื่องจากบริษัทฯ มีศักยภาพในการหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และคาดว่าจะประหยัดต้นทุนการดำเนินงานจากการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งจะใช้การเก็บเงินปลายทาง ทำให้ประหยัดต้นทุนคนได้เป็นอย่างมาก จึงทำให้บริษัทฯ สามารถเสนอราคาต่ำที่สุดได้

นายรัฐพล เปิดเผยว่า สำหรับการประมูลทั้ง 3 โครงการดังกล่าว บริษัทฯ มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะการประมูลทั้ง 3 โครงการได้ทั้งหมด เพราะบริษัทฯเป็นผู้ประมูลที่ถูกรัฐบาลเรียกเข้าไปเจรจาแล้ว โดยเสนอราคาต่ำที่สุด และยังมีพาร์ทเนอร์ที่ดีอย่าง ปตท., บีทีเอส, สเตคอน และ RATCH อีกด้วย

นาวสาวยุพาพิน กลับมากล่าวทิ้งท้ายว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทฯ สามารถทำกำไรสุทธิได้ 1,603 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 8,332 ล้านบาท เติบโตขึ้น 104% เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 61 ซึ่งได้มีการเปิดโรงไฟฟ้าเพิ่ม 5 โรง และโรงไฟฟ้าโซลาร์อีก 2 โรง นอกจากนี้ยังมีการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิน 129,186 ล้านบาทเติบโตขึ้น 4% ตามการก่อสร้างของโครงการใหม่ ๆ และมีหนี้สินทั้งสิ้น 82,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากการเบิกเงินกู้มาทพการก่อสร้างในโครงการต่าง ๆ

ราคาหุ้น GULF ก่อนปิดตลาดซื้อขายวันที่ 2 ก.ย.62 อยู่ที่ 145.50 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 1 ก.ย.62 ที่ 145 บาท/หุ้น (+0.34%)

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News