HomeBT Newsยักษ์เทคฯ จีนยึดหัวหาดตลาดไทย

ยักษ์เทคฯ จีนยึดหัวหาดตลาดไทย

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติจีน ลองหันไปมองว่ารอบตัวเรามีอะไรบ้าง? ซึ่งหากมองย้อนกลับไปจะพบว่าอุปกรณ์แทบทุกชิ้นผลิตในประเทศจีน และเกินกว่าครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีน นอกเหนือจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซอฟต์แวร์และสื่อสังคมออนไลน์หลายสื่อก็เป็นสัญชาติจีน หรือมีบริษัทจีนถือหุ้นอยู่เช่นกัน อาจมองได้กลายๆ ว่า เราเป็นเมืองขึ้นของเทคฯ จีนไปโดยไม่รู้ตัว

หากย้อนออกมาให้เห็นภาพรวมในอดีตกว่า 10 ปีที่แล้ว เรามักมีความเชื่อว่าผลิตภัณฑ์และสินค้าที่มาจากจีนเป็นของปลอมบ้าง ของคุณภาพต่ำบ้าง ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ วิวัฒนาการของสมาร์ทโฟนตั้งแต่ยุค iPhone 2G ภายหลังจาก สตีฟ จ็อบส์ ออกมาเปิดตัวในปี 2550 หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นแบรนด์ต่างๆ พยายามออกโทรศัพท์จอสัมผัสแข่งขันกับ iPhone แต่ก็ยังไม่เทียบเท่า จนกระทั่งปัจจุบันโทรศัพท์สัญชาติจีนหลายเครื่องก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ เทียบเท่าหรือสูงกว่าในหลายๆ รุ่น

รอบตัวเรามีเทคฯ จีนอะไรบ้าง?

หากแยกเป็นหมวดหมู่ก็จะพบว่าในกลุ่มโทรศัพท์สมาร์ทโฟน มีตั้งแต่ Huawei, Xiaomi, Redmi, Honor, Oppo,ViVo และ OnePlus ซึ่งข้อมูลจาก Statcounter เกี่ยวกับส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในประเทศไทย ระหว่างเดือน ม.ค. 2562-ม.ค. 2563 ระบุว่าผู้ผลิตที่สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้สูงสุดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว คือ บริษัท Samsung ที่ทำไปได้ถึงร้อยละ 25.75 อันดับ 2 คือ Apple ที่ร้อยละ 25.11 ตามมาด้วย Oppo ที่ ร้อยละ 16.88 และ Huawei ร้อยละ 11.77 สังเกตได้ว่า 3 ใน 4 บริษัทที่ขายสมาร์ทโฟนได้มากที่สุดคือสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน

- Advertisement -

ขณะที่แพลตฟอร์มที่อยู่บนโลกออนไลน์อย่าง TikTok ที่พัฒนาโดย ByteDance ซึ่งบริษัทต้นสังกัดตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่งและก่อตั้งในปี 2555 และ TikTok ปล่อยสู่ตลาดโลกในปี 2560 ก็ยังเป็นสัญชาติจีน นอกจากนี้ เว็บไซต์ข่าว Sanook.com และแอปฟังเพลงอย่าง Joox ก็อยู่ภายใต้ Tencent ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่สัญชาติจีนเช่นกัน

ในงาน Thailand Zocial Awards 2020 ช่วงเสวนาของ Tencent มีผู้บริหารจากหลายแบรนด์ภายใต้สังกัด Tencent ประเทศไทย กล่าวถึงข้อดีหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าการอยู่ภายใต้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดย อรศิริ ประวัติยากูร หัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์ Sanook ระบุว่า เนื่องด้วย Sanook มีคอนเทนต์ที่หลากหลายไปตามยุคสมัย และสามารถนำเทคโนโลยีจาก Tencent เข้ามาช่วยในการทราบข้อมูลเชิงลึกของผู้อ่านได้

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ?

เมื่อพูดถึงเทศกาลลดราคาวันคู่ วันที่ 9 เดือน 9 หรือวันที่ 11 เดือน 11 คุณนึกถึงแพลตฟอร์มใดบ้างที่ลดราคา ทั้ง Lazada, Shopee, JD Central ล้วนมีบริษัทสัญชาติจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่ Lazada ที่ระบุว่าตัวเองเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญของกลุ่มอาลีบาบาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้กระทั่ง Shopee ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทสัญชาติสิงคโปร์อย่าง SEA ซึ่งในช่วงแรกที่บริษัทเข้าตลาดหุ้นสหรัฐ Tencent บริษัทสัญชาติจีนก็เข้ามาซื้อและถือหุ้นใหญ่ ซึ่งอีกหนึ่งเจ้าอย่าง JD Central ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป จำกัด และเจดีดอทคอม (JD.com) หนึ่งบริษัทค้าปลีกออนไลน์ขนาดใหญ่ในประเทศจีน

ป้อมภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com ให้ความเห็นว่า หากมองในตลาดอี-คอมเมิร์ซก็จะพบว่ามีเจ้าของแพลตฟอร์มสัญชาติจีนแทบจะครองตลาดส่วนใหญ่ ในส่วนของการใช้ชีวิตประจำวันทั้งแอปพลิเคชันฟังเพลง และผู้ให้ทุนสร้างภาพยนตร์ ขณะที่ในเรื่องของคุณภาพเนื่องจากในยุคหลังๆ บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เองแล้ว ก็ทำให้ราคาลดลงไปอีกและเริ่มมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ฮาร์ดแวร์แล้ว แต่มีในส่วนของระบบคลาวด์ (Cloud) ที่จากเดิมจะมีการใช้ระบบของ Google หรือ AWS ก็เริ่มมีการพูดถึง อาลีบาบา คลาวด์ หรือหัวเว่ย คลาวด์ มากขึ้น

“ข้อได้เปรียบของบริษัทจีนคือ มาพร้อมกันทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เช่น Xiaomi ที่มาพร้อมกับบริการเก็บข้อมูลออนไลน์บนคลาวด์ของตัวเอง และเมื่อมาพร้อมกันผูกขายเป็นโปรโมชั่นก็ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งการที่เทคโนโลยีจีนเป็นที่นิยม ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากประสิทธิภาพที่เทียบเท่ากับฝั่งยุโรปและสหรัฐ ในราคาที่ถูกกว่า ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ซึ่งข้อได้เปรียบหนึ่งที่จีนมีคือ เวลาเข้ามาลงทุนจะมาพร้อมกันหลายๆ บริษัท ให้บริการครบยกชุด สังเกตได้จากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซในไทย ที่มาทั้งแพลตฟอร์มและการขนส่ง ซึ่งแตกต่างจากบริษัทอเมริกาหรือยุโรปที่จะมาทีละ 1-2 บริษัทเท่านั้น” ภาวุธ กล่าว

ด้าน สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ อดีตผู้อำนวยการโครงการ DTAC Accelerate ระบุว่า ปัจจุบันไทยกลายเป็นเมืองขึ้นให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากจีนไปโดยไม่รู้ตัว หากย้อนกลับไปมองวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร Xiaomi จะพบว่าเขาอยากทำอะไรก็ได้ภายในบ้านที่ราคาย่อมเยา ดังนั้น ตอนนี้แทบจะครบทุกส่วนแล้ว ทั้งเครื่องปรับอากาศ มือถือ ฯลฯ

ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีจากจีนคือ คนไทยได้ใช้ของถูกกว่า  เร็วกว่า ดีกว่า แต่ข้อเสียคือแล้วผลิตภัณฑ์สัญชาติไทยจะมีโอกาสขึ้นมาได้หรือไม่? เจอยักษ์ใหญ่จากจีนเข้าไปแล้วจะเอาอะไรไปสู้เขา และเมื่อกลายเป็นเมืองขึ้นโดยไม่รู้ตัว เงินจากเทคโนโลยีของจีนไปอยู่ที่ไหน?

“เพราะเราเองก็ห้ามคนไปซื้อของที่เขาคิดว่า ถูกกว่า เร็วกว่า ดีกว่า ไม่ได้  เราต้องหาวิธีเรียนรู้ที่จะอยู่ซึ่งกันและกัน ขณะที่เราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะหาจุดเด่นของตัวเองในการเข้าไปในตลาดต่างประเทศ” สมโภชน์  กล่าว

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News