HomeBT Newsหมอคนนี้ไม่ชอบผ่ากบ: เจ้าของงาน Corporate Innovation Summit 2020

หมอคนนี้ไม่ชอบผ่ากบ: เจ้าของงาน Corporate Innovation Summit 2020

เพราะเขาเป็นคนชอบ “คิด” และทำสิ่งที่ท้าทาย + แตกต่าง แล้วความคิดต่างๆ ของเขามาจากไหน?

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ จบปริญญาโทด้าน Biomedical ปริญญาตรีจบสาขาแพทย์ทั่วไป จากศิริราช ณ เวลานี้ สิ่งที่เขาอยากจะจบมากที่สุด ก็คือ โปรเจ็กต์ขนาดยักษ์ Corporate Innovation Summit 2020 ที่ตั้งเป้าดึงคนมางานอย่างต่ำ 2 หมื่นคน ปิดโรงแรม 3 แห่งในกรุงเทพฯ (Centara, Intercon, Gaysorn)

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมทำสิ่งนี้ เพราะใครๆ ที่คิดถึงเมืองไทยมักจะคิดว่า มาแค่ท่องเที่ยว ถึงเวลานี้ต้องเปลี่ยน เมืองไทยไม่ใช่เป็นแค่ Travel Destination แต่เป็น Business Destination ได้

ผมตั้งใจเลยว่า 2 หมื่นคนในปีนี้ที่จะมางาน Corporate Innovation Summit 2020 จะพา 1 แสนคนมาได้ และในปีหน้าจะพาอีก 5 แสนคน มันจะสร้างธุรกิจมหาศาลให้ประเทศไทย ทำให้พี่น้องและทุกคนที่อยู่ในระบบนิเวศน์นี้ได้หมด เรียกว่าทุกคน Win” เขากล่าว

ดั้งนั้น อะไรทำให้เขาคิดว่าจะสเกลอัปได้ถึง 10 เท่าตัว? ในเมื่อปีที่แล้ว งานเดียวกัน เป้าของเขาคือ 2,000 คน และมีเวิร์กช็อป 40 หัวข้อ ในปีนี้ เขาประกาศไปแล้ว RISE Accel Co., Ltd. ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งเป็น Cofounder และ CEO จะมี 240 หัวข้อ!

Mindset ต่อเรื่อง “คิดใหญ่” ของเขาน่าจะมาจากวันนั้น วันที่เขาถามคุณแม่ว่า “ทำไมแม่ต้องไปแบงก์”

ตอนเด็กเป็นคนชอบเรียนรู้ เพราะเชื่อว่าความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน เขาเป็นคนชอบทำกิจกรรมเป็นชีวิตจิตใจ

“ไปแบงก์ก็เอาเงินไปฝากสิลูก ได้ดอกเบี้ย” คุณแม่ตอบ ประกายความคิดถูกจุดขึ้น “ได้ดอกเบี้ยเหรอ” และแม่พูดต่ออีกว่า “ดอกเบี้ยแต่ละที่ไม่เท่ากันด้วยนะ”

“โหยเจ๋งอ่ะ” เด็กชาย  “คิด” พูด

ตั้งแต่นั้น เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า ก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าเราสามารถให้เงินทำงานได้ (เขายืนยันว่า ตอนนั้น เขายังไม่ได้อ่าน Robert T. Kiyosaki – เจ้าของหนังสือเงินสี่ด้าน)

นอกจากชอบเรียนรู้ เป็นคนชอบอ่านทุกอย่าง การไปแบงก์ของเขา ก็คือการได้อ่านใบปลิว อ่านเจอเรื่องกองทุน เขาเกิดความคิดว่า น่าจะให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เหนือกว่าที่แม่พูดอีก

“ต้องเจ๋งกว่าสิ” เลยเริ่มเอาเงินเก็บตัวเองจากอั่งเปาที่ได้มาในวันตรุษจีนที่สะสมมาเอาไปลงทุน “ตอนนั้นดอกเบี้ยเมืองไทยก็ประมาณ 3-6% ดีเลย”

Corporate Innovation Summit 2020
Corporate Innovation Summit 2020

“พอได้เงินรางวัลมาก้อนหนึ่ง มีสองทางให้เลือก พาเพื่อนไปเที่ยว แล้วแบ่งเงินกัน

-นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์-

จุดเปลี่ยน #1:

เรื่องเงินอยู่ในหัวตลอดเวลา
เพราะที่บ้านส่งเสริมให้ทำได้ เขาเลยเปิดบัญชีเพื่อซื้อหุ้น แม้พ่อบอกอย่าเล่น เพราะ “เจ๊งมาแล้ว” (ช่วงปี 2540) พ่อเตือนอย่าไปเล่นเลย แต่พ่อก็เปิดบัญชีให้ “แล้วผมยืมตังค์พ่อมาด้วย” (หัวเราะ)

“ตัวแรกในชีวิตที่ซื้อคือ CPF ก็ดูจากพื้นฐาน ยอดขายเพิ่ม กำไรเพิ่มทุกปี มันก็น่าจะดีนะ แรกๆ ไม่มีตังค์ก็ซื้อทีละตัวก่อน”

ต่อมา เขาเจอปัญหาการเล่นหุ้น เพราะเป็นคนชอบเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่เทรดหุ้นไม่ได้ในห้องเรียน สาเหตุที่ไม่ได้กำไร หรือได้กำไรน้อย ก็เพราะต้องอยู่ในห้องเรียน การขออนุญาตคุณครูออกไปโทรศัพท์ เพื่อซื้อขายหุ้น คงไม่ใช่สิ่งที่ควรขอ

“อาจารย์หมอก็ดุมากด้วย ตอนนั้นใช้ Nokia 3310 อยู่ ช่วงที่อยากขายที่สุด ไม่เคยขายได้ เพราะกว่าจะเลิกเรียน ก็เกือบๆ ตลาดปิดแล้ว หมดเวลาที่ดีที่สุดของวัน ก็พลาดโอกาสไป”

ขณะนั้นอยู่ปี 2 ในรั้วอุดมศึกษา เขาเลยคุยกับเพื่อนที่เป็นวิศวกรว่า Nokia 3310 ที่เขาใช้อยู่ เริ่มต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ เล่นเกมได้ เป็นจอขาวดำ

“ผมบอกเพื่อนไปว่า อยากเขียนโปรแกรมที่เล่นหุ้นได้ในห้องเรียนเลยได้มั้ย? จะได้ไม่ต้องออกไปโทรศัพท์

แล้วปัญหาก็กลายเป็นโอกาสงาม พอทำออกมาจริงๆ เขาและเพื่อนก็คว้ารางวัลระดับประเทศ (Discover Online Talent Award – DOT Award) จัดโดย Nokia กับ DTAC จัดเป็น Geek-Nerd เลย

“พอได้เงินรางวัลมาก้อนหนึ่ง มีสองทางให้เลือก พาเพื่อนไปเที่ยว แล้วแบ่งเงินกัน เพื่อน 3 คน รวมผมเป็น 4 แต่มีอีกทางคือ ถามว่าอยากทำให้เป็นจริงหรือเปล่า คนอื่นคิดยังไงไม่รู้ แต่ผมเองอยากทำ เพราะเป็น Pain ของตัวเอง และมั่นใจด้วยว่าไม่ใช่ Pain ของเราคนเดียว”

หลังจากนั้น เขาพัฒนาจากเวอร์ชั่นจอขาวดำ ทำเป็นจอสี รองรับการเล่นได้หลายรุ่น ต่อมาทางตลาดหลักทรัพย์ก็มาขอซื้อไป

บอกได้มั้ย ขายเท่าไร?
ไม่เยอะครับ เป็น Confidential เอาเป็นว่าถ้าขายตอนนี้ดีกว่าเยอะ (หัวเราะดัง) ขายถูกมากกกก ตอนนั้นที่ขายไป เพราะคิดว่า สมมุติว่าถ้าเราไม่ขาย เราจะได้ทำต่อหรือเปล่า ใจนึงนะ เพราะเรียนอยู่ (ชื่อตัวโปรแกรม คือ mobiset ตอนนั้นตลาดหลักทรัพย์ก็พัฒนาต่อไป หลังจากที่บริษัทของเขา ชื่อ บริษัท เฟิร์ส วิชัน แอดแวนเทจ จำกัด ได้ร่วมพัฒนาระบบเป็น mobiSETTM)

Corporate Innovation Summit 2020 Workshop
Corporate Innovation Summit 2019, Workshop-based learning.

จุดเปลี่ยน #2

“และนี่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เพราะสิ่งที่เราได้ทำมามีคุณค่าในด้านความคิด ในแง่ Impact กับชีวิตว่า ถ้าเราสามารถเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับอะไรก็ได้ การเงิน การแพทย์ การทำธุรกิจ การตลาด

โห…Impact มันมหาศาลเลยนะ พอทำได้ออกมาจริงๆ ยิ่งตอกย้ำว่า ไม่ได้จบไอทีมา ไม่ได้จบไฟแนนซ์มา ไม่เห็นต้องจบอะไรพวกนี้เลย แค่ลงมือทำ ก็น่าจะเกิดแล้ว”

แล้วเรียนหมอทำไม?
ผมชอบรักษาคนไข้ ชอบชีววิทยา

แล้วชอบผ่ากบ?
ชอบว่ากบมันเติบโตยังไงมากกว่า ไม่ได้ชอบหั่นศพขนาดนั้น (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ค้นพบจากการทำงาน?
เชื่อและฝังใจมาแบบนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามั่นใจ ต่อให้เราอ่านหนังสือเยอะแค่ไหน ไปฟังคนที่เก่งมาพูดเยอะแค่ไหน ไปคุยกับคนมาเยอะขนาดไหน สุดท้าย การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การลงมือทำ ต้องลงมือทำ คนที่ลงมือทำ บางทีไม่ต้องเรียนเยอะ แต่ว่าทำแล้วได้เรียนรู้เยอะกว่า

อย่าคิดเยอะ อย่าคิดนาน
เป็นความเชื่อที่สอง มาจากความเชื่อแรกที่คิดว่า เทคโนโลยีจะเข้ามามี Impact ในทุกๆ Sector และผมนำสองเรื่องนี้มาสร้างเป็น Culture ที่ RISE เรามีหลักการทำงาน 7 ข้อ 3 เรื่องแรก คือ Move Fast, Fail Fast, Learn Fast ที่ต้องรีบทำก็เพราะสุดท้ายจะได้เรียนรู้ เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราทำอะไรเยอะแยะ มีของออกมาเยอะมาก อันไหนไม่ดีก็เลิก อันไหนดี เราก็ Scale ทำให้มันใหญ่

ความเชื่อเรื่องการใช้เทคโน สุดท้ายแล้ว มันอาจจะไม่ Success ก็ได้ ที่นี่ Culture ที่สำคัญอีกข้อก็คือ Permission to fail สำคัญมาก เราให้โอกาสทีมของเราในการที่เขาจะไปเจ๊งได้เลย แปลว่า ลองไปผิดพลาดดู แต่ต้องลุกไวนะ ต้องล้มไปข้างหน้า ไม่เลียแผลนาน ไม่เลียเรื่องเดิม (หัวเราะ) คือ ไม่ได้ผิดเรื่องเดิมซ้ำๆ

จริงๆ แล้ว Fail Fast คือยังไม่ Fail
พอเป็น Culture ข้อดีคือ ทำไปเรื่อยๆ มันจะชิน ที่บอกว่า Fail Fast มันไม่ Fail นะ มันแค่เกือบแล้วๆ เหมือนเอียงๆ เอนๆ รู้ทัน เห็นสัญญาณอยู่แล้ว พอที่จะกลับตัว แล้วก็แก้ไขทัน ผมว่าอันนี้สำคัญมาก สุดท้ายมันกลายเป็น Culture และทำยังไงให้ทุกคนคิดแบบนี้ได้

เพราะที่นี่เป็นคนรุ่นใหม่หมดหรือเปล่าถึงแชร์เรื่องนี้กันได้ง่าย?
เราก็ไม่ได้รุ่นใหม่ทั้งหมดนะ เราไม่ได้มีคนอายุ 50 ทำงานกับเรา แต่ 40 ก็มีนะ เราไม่ได้มีแต่เฉพาะ 20 กว่ามารวมกัน เพราะการทำงานยาก มันต้องอาศัยมืออาชีพ น้องๆ เก่งมาก ชั่วโมงบินเขายังต้องสะสม 

บริษัทเปิดมา 3 ปี ณ วันนี้เห็นการเติบโตไปทิศทางไหน?

- Advertisement -

เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปได้เร็ว ไกล หมายถึงในระดับประเทศขนาดนี้ ในตอนแรกที่เราเริ่มต้น RISE ทำเรื่องนวัตกรรมองค์กร ช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่ และภาครัฐทรานส์ฟอร์มได้

ปีแรกๆ มีพาร์ตเนอร์ไม่กี่ราย อย่างเช่น ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย กรุงศรี วิธีการทำของเราก็ไม่เหมือนที่อื่น ไม่ใช่ทำสไลด์มา 20 แผ่น แล้วบอกว่า พี่ครับ เดี๋ยวพี่ทรานส์ฟอร์มได้ วิธีการ คือ พี่ครับพี่ต้องลงมือทำ ไม่ได้ลงมือทำแบบสะเปะสะปะ แต่มีพิมพ์เขียว Blueprint

ใน 3 ปีที่ผ่านมา เราทำมาแล้วกับ 300 องค์กรทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการลงมือทำและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ข้อดีที่เราได้ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ พอทำองค์กรที่เล็กลงมา สิ่งที่ RISE ทำ ในแง่กลยุทธ์ คือ

อย่างแรก ผมเรียกว่า Outside In แปลว่า เอานวัตกรรมข้างนอกมาข้างในองค์กร นวัตกรรมที่ว่ามาจาก Startup ทั่วโลก เราก็ตั้งเป็นศูนย์เร่งสปีดนวัตกรรม เราไปถามองค์กรเหล่านี้ว่า ความท้าทายในอีก 3 ปีข้างหน้ามีเรื่องอะไรบ้าง เสร็จปุ๊บ เราก็โยนโจทย์นี้ไปกับ Startup Network หมื่นกว่าบริษัททั่วโลก ใครแก้ไขปัญหานี้ได้ สมัครเข้ามาที่โปรแกรมเรา

เราก็ทำงานกับ Startup เพื่อแก้ปัญหาองค์กรนั้นจริงๆ จนออกมาเป็นบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่ายให้องค์กร พูดง่ายๆ ก็คือ เราเป็นศูนย์รวม Startup ไม่ใช่แค่ดูรายชื่อแล้วก็กลับไป แต่มีคนลงไปช่วยทำด้วย มั่นใจว่าทำกับเรา เกิดของขึ้นจริงๆ

อย่างที่สองInside Out ทำยังไงให้คนข้างในเปลี่ยน ไม่งั้นเขาก็ทำเช้าชามเย็นชามเหมือนเดิม แล้วมันจะเกิดได้ยังไง ข้างนอกวิ่งเร็วขนาดนี้ ข้างในยังคลานอยู่เลย วิธีการที่เราทำคือ เราไปช่วยองค์กรในการตั้งหน่วยงานใหม่ เรียกว่าเป็น Startup ก็ได้ แต่เป็น Startup ที่อยู่ในองค์กร และสร้างจากคนในองค์กร สกรีนมา สิ่งที่เรามาตลอดคือ การันตีว่าคนในองค์กรนั้นที่เราเลือกมาแล้ว พอจบโปรแกรมแล้ว เขาสามารถที่จะสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ให้องค์กรได้จริงๆ เป็นจุดที่เราภูมิใจ พอทำสองอย่างนี้ คือ Outside In และ Inside Out Culture ในองค์กรจะเริ่มเปลี่ยน

สองอย่างที่ทำนี้ ไม่มีเลกเชอร์นะ ลงมือทำล้วนๆ

เก็บเงินลูกค้ายังไง?

เราเก็บเงินเป็นค่าเรียน เราไม่เก็บเป็นค่า Fee ในแบบ Consultant เพราะมันจะแพง ตามจำนวนคนที่มาเรียน กี่คนก็จ่ายตามที่เรียน และแตกต่างคือ เราการันตีผลลัพธ์ ถ้าสมมุติว่าจบวันสุดท้าย เขาสามารถ Pitch ไอเดียกับผู้บริหารได้ คือที่ผ่านมาไม่เคยมี

แล้วถ้าเขา Pitch ไม่ได้ล่ะ?

เรามีวิธีการให้มั่นใจ ไม่ใช่เราปล่อยให้เขาไป เราเจอ 3 เดือน 6 เดือน เจอกันทุกอาทิตย์ (ทำเสียงเน้นย้ำ) มันจะไม่มีทางรู้เลยหรือว่า คนนี้จะรอด หรือไม่รอด ไม่มีไอเดีย มันต้องรู้ เขา เรามีวิธีการ เราเห็นทุกอาทิตย์ เจอกัน

เทรนไปแล้วเยอะแค่ไหน?

3 ปีที่แล้ว เราเทรนรวมกัน 6,000 คน รวม CEO ผู้บริหาร Successors เราสามารถช่วยบริษัทตั้งบริษัทลูกได้ 6 บริษัท ไม่ใช่จบโปรแกรมแล้วจบไป ถ้าคิดคร่าวๆ ว่า 6,000 คน ทีมละ 6 คน ก็จะมี 1,000 ไอเดีย มาตั้งบริษัทลูกจริงๆ แล้ว 6 บริษัท ซึ่งผมก็ตื่นเต้นมากเพราะทำจริง บริษัทลูกเหล่านี้ก็ยังอยู่

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์
นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ มักได้รับเชิญเป็น Guest Speaker

บางทีการมี Tools เยอะเกินไปก็ไม่ดี?

ถ้าใช่ ก็กลายเป็นบอกให้ทำอันนั้น คนนั้นบอกให้ทำอีกแบบ สุดท้ายตอนลงมือทำก็ทำแบบเฉี่ยวๆ ออกแนวลองดูเล่นๆ

ผมเชื่อว่าผู้บริหารไทยรู้นะ เขารู้อยู่แล้วว่า เขาไม่ต้องการ ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง ทำไมต้องมีนวัตกรรมองค์กร ทำไมต้องทำงานร่วมกับ Startup เพราะว่ามันหมดเฟสนี้ What หมดเฟส Why แล้วด้วยที่ว่า ทำไม Why ต้องทำ แต่ผมว่า ยุคปี 2020 คือ How บอกมาเหอะ ทำยังไง แล้วลองไปทำดู

ตอนนี้ยุคนี้งานของเราง่ายขึ้นเยอะ ถ้าต้องคุยกับลูกค้า แล้วลูกค้ายังถามอยู่ว่า ทำไมอันนี้ต้องทำ เราก็ขอลูกค้ารายนี้ เอาไปไว้ทีหลังเลยละกัน เราอยากทำงานกับลูกค้าที่เดินมาหาเรา แล้วถามว่า อยากทำอันนี้ ทำยังไง? ถ้าเป็นแบบนี้ เราเริ่มคุยภาษาเดียวกันแล้ว

ที่เจอคนถาม Why จะพบได้ในกลุ่มธุรกิจที่เป็นครอบครัวหรือเปล่า?
ผมบอกได้เลยว่า ปีนี้จะเป็นปีทองของกลุ่มลูกค้าที่เป็น Family Business  3 ปีที่ผ่านมา บอกได้เลยว่า องค์กรเหล่านั้นมี Wave ใหม่ กลุ่มนี้ข้อดีคือ เขาตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องรอประชุมอะไรเยอะ เจ้าของฟันธงได้เอง กลุ่มนี้จะมาเร็วและมาแรงมาก ก่อนหน้านี้เขาอาจจะกล้าๆ กลัวๆ เขาตั้งคำถามอยู่ว่า ทำไปแล้วจะได้ทุนคืนหรือเปล่า ทำไปแล้วจะคุ้มมั้ย

แต่วันนี้พอเขาเห็น Success Case ของบริษัทขนาดใหญ่ที่เขาทำ ประจวบกับ Factors อื่นๆ เช่น ของจีนเข้ามาเพียบเลย จะแข่งยังไง โปรดักต์ต้องมีนวัตกรรม ไม่งั้นจะแข่งด้วยราคา รวมถึงค่าเงินบาทที่ท้าทายมาก โดยสรุปแล้ว เชื่อมั่นว่า

ปีนี้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว คือ งาน Corporate Innovation Summit 2019 รวมพลคนอยากลงมือทำด้วยตัวเอง หรือว่าผู้บริหารที่รู้แล้วว่าจะต้องทำ แต่ไม่รู้จริงๆ ว่า จะเริ่มทำ ทำยังไง เป็นงานตอบโจทย์เขาเลย เต็มๆ และตอบสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่า เราไม่อยากจัดงานที่มีคนมาฟังอย่างเดียว มันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เราบอกว่าจะ Drive 1% GDP ประเทศไทย เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะทุกคนลงมือทำหมด

ปีนี้ Corporate Innovation Summit 2020 เราทำสเกลใหญ่กว่าเดิม 5 เท่า นับจากจำนวนคนที่เข้ามา 4,000 คน ปีนี้เราตั้งเป้า 2 หมื่นคน

มีคนว่าบ้าไปเปล่า?
มีครับ เราไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ ถึงจะมีคนทำเพื่อจะเปลี่ยนแปลงประเทศ เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ดีเฉพาะทางธุรกิจ ผู้ประกอบการก็บอกว่าดีกับประเทศด้วย เรากำลังเอาผู้บริหาร 2 หมื่นคนมาเมืองไทย และ 2 หมื่นคนนี้ ไม่ได้มาคนเดียว เขามากับผู้ติดตาม ลูก ลูกน้อง ภรรยา

1 คนมา 5 คน เราก็สร้างธุรกิจให้คนไทย 1,000 ล้าน ภายใน 1 สัปดาห์ เราโชคดีที่เรามีพันธมิตรที่เราจัดงาน เราไม่ได้จัดงานแค่คนเดียว เราใช้ที่จัด 3 แห่งรองรับ ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่าตัวเขา Speakers ส่วนใหญ่ ผมต้องบินไปเจอเขาด้วยตัวเอง

ความยากของการจัดงานสเกลนี้?
เขาถามว่า ทำไมต้องเป็นเมืองไทยด้วย ทำไมต้องเป็น Southeast Asia ด้วย ผมก็ตอบว่า ประเทศไทยและ S/E ถ้าดูภาพใหญ่ เป็นตลาด Internet และ Technology ที่โตเร็วที่สุดในโลก ตอนนี้ก็แซงจีนแล้ว อัตราเจริญเติบโตของยอดใช้จ่ายและจำนวนผู้ใช้งาน ด้านยอดใช้จ่าย Research ของ Google และ Temasek ภายในปี 2025 เราจะมีขนาดเศรษฐกิจร่วมกันประมาณ 300 Billion US$ ที่น่าสนใจกว่านั้น ปีที่แล้ว อยู่ที่ 1 แสนล้าน โห…ภายใน 5 ปี โต 3 เท่านะ ใครไม่มาขุดทองที่นี่คือผิด ตรงนี้ เราถึงสามารถเอานักธุรกิจข้ามชาติเข้ามาลงทุนในประเทศได้

ผมคิดว่าเมืองไทยมี Beauty นะ สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมทำสิ่งนี้ ผมรู้สึกว่า ทุกคนคิดถึงเมืองไทย โดยเฉพาะฝรั่ง คิดว่ามาแค่ท่องเที่ยว ถึงเวลานี้ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เมืองไทยเป็นแค่ Travel Destination แต่เป็น Business Destination ผมตั้งใจเลยว่า 2 หมื่นคนในปีนี้ พา 1 แสนคน มาได้ 1 แสนคนในปีหน้า พาอีก 5 แสนคนมาได้ มันจะสร้างธุรกิจมหาศาลให้กับประเทศไทย ทำให้พี่น้องและทุกคนที่อยู่ในระบบนิเวศน์นี้ได้หมด เรียกว่าทุกคน Win

โชคดีปีที่ผ่านมาเราได้รับ Support ดีมากจาก TCEP กระทรวงดิจิทัลฯ จาก NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) จากการบินไทย องค์กรเหล่านี้ช่วยเราเต็มที่ ปีนี้ เดือนหน้าจะรวบรวม Partners ระดับโลกกับเมืองไทยมาร่วมกัน งานนี้เราทำเป็น Experiential Conference  ประชุมสัมมนาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่เน้นการลงมือทำ

มั่นใจขนาดไหน งานสเกลใหญ่ยักษ์ขนาดนี้?
ผมคิดว่า ทีมงานทุกคนเต็มที่ ถามว่าเราการันตีได้มั้ยว่า งานนี้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ผมก็บอกว่าไม่รู้ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว ผมว่ามันมี Beauty นะ เพราะเอาคนเก่งๆ มารวมกัน เพราะไม่ว่าเราจะเลือกทีมงาน หรือว่าเลือก Partner เราเลือกคนที่เก่งที่สุด และคนที่เก่งที่สุดไม่มีใครอยากทำงานที่ไม่ท้าทาย ที่ท้าทายสุดคือ เราจะเอาคนต่างประเทศมาที่ไทย ไม่ใช่ Singapore หรือ Indonesia เราอยากให้เป็น Platform ประเทศไทย

อะไรคือ Legacy ที่อยากทิ้งไว้
สุดท้าย ถ้าเราเกิดมาแล้ว เราใช้ชีวิต ไม่ได้สร้างอะไรให้กับโลกใบนี้ เราก็เสียดาย แทนที่ทำงานไปๆ เพื่อจะเก็บเงินไปเรื่อยๆ เพื่ออะไร? ถ้าสามารถและสร้างอิมแพ็คกับโลกน่าจะมีความสุขกว่า

มองเห็นต้วเอง 5 ปียังไง
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะงานที่ผมทำอยู่ หรือ Playground อันนี้ ความจริงก็คือ มันใหญ่ขึ้นทุกวัน Culture อีกข้อคือ สองวิน วินนึงคือ Big Win เราไม่ได้อยากสร้าง Impact น้อยๆ ไปเรื่อยๆ เราอยากสร้าง Impact เยอะๆ ในระยะเวลาอันสั้น ก็เลยเป็นที่มาที่จะหล่อหลอมว่า เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

อันที่สองคือ Win Win Win ไม่ใช่เรากับลูกค้าที่ Win คนที่เกี่ยวข้อง Stakeholders ผมเชื่อว่า ถ้าทุกคน Win Win Win ด้วยกัน สังคม ประเทศ ก็ Win คนบอกว่า ทำไมชอบทำท่ายาก ก็ท่ายาก มันจะนำมาซึ่ง Impact ที่มากกว่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: RISE แถลงจัดงาน CIS 2020 ดึงนวัตกรระดับโลก 200 คนร่วมแชร์ความรู้ พร้อมเวิร์คชอป 240 หัวข้อ

ข้อมูลเพิ่มเติม https://cis.riseaccel.com/

ประวัติ นายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์

“ดร. คิด” เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RISE (Regional Corporate Innovation Powerhouse) หรือสถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและบริหาร SEA Exponential Fund (SeaX) กองทุนสำหรับลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก

ปี พ.ศ. 2554 ก่อตั้งบริษัท MCFIVA เอเจนซีโฆษณาดิจิทัล มีแคมเปญโฆษณามูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐให้กับบริษัทใน Fortune 500 ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี พ.ศ. 2556 บริษัท D2C Inc (ประเทศญี่ปุ่น) ในกลุ่มบริษัท NTT Docomo ได้เข้ามาลงทุนและเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพื่อเปิดตลาดของบริษัทสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปี พ.ศ. 2559 นายแพทย์ศุภชัยได้ก่อตั้งบริษัท RISE – Corporate Innovation Powerhouse หรือสถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กร เพื่อทำงานกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะพัฒนานวัตกรรมองค์กรผ่านทาง Corporate Accelerator, Corporate Intrapreneur University, Venture Building Services และงานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่เน้นการลงมือทำจริงที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้รับการยอมรับจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศและบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลการทำงานตลอดสามปีที่ผ่านมาส่งผลทำให้ในปัจจุบัน RISE เป็นสถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารจากบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยรวมมูลค่ากว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียเข้าร่วมกว่า 6,000 คน และมีธุรกิจสตาร์ทอัพ มากกว่า 2,000 แห่งที่เข้าร่วมกับ RISE ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เขาจบปริญญาตรีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลและปริญญาโท Biomedical Informatics จาก Oregon Health and Science University อีกทั้งยังเป็น Alumni ของ Stanford’s Graduate School of Business และเป็นอดีตประธานสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย)

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News