HomeBT Newsประชุมเฟด 1-2 พ.ย.นี้ คาดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% จับตาการส่งสัญญาณทิศทางระยะข้างหน้า

ประชุมเฟด 1-2 พ.ย.นี้ คาดขึ้นดอกเบี้ย 0.75% จับตาการส่งสัญญาณทิศทางระยะข้างหน้า

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) วันที่ 1-2 พ.ย. นี้ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูง ซึ่งประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คงต้องติดตามการส่งสัญญาณของเฟดต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้า

จากตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่ออกมาล่าสุด เฟดมีแนวโน้มที่จะยังคงให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นหลัก และมีมุมมองที่แข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในการประชุม FOMC ที่จะถึงนี้ เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.75 ซึ่งจะนับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.75 ต่อครั้งในการประชุม 4 รอบติดต่อกัน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.75-4.00% ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากตัวเลขทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน โดยในเดือนก.ย. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 8.2% YoY

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูงนั้นยังคงเร่งตัวสูงขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 6.6% ขณะที่ดัชนีราคาพื้นฐานจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ที่เฟดให้ความสำคัญนั้นยังคงเร่งสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยในเดือนก.ย. ดัชนี Core PCE เพิ่มสูงขึ้น 5.1% YoY และ 0.5% MoM ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าราคาพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันนั้นจะเริ่มปรับลดลง ในส่วนของตลาดแรงงานสหรัฐฯ นั้นยังคงสะท้อนภาวะตึงตัว โดยอัตราว่างงานเดือนก.ย. พลิกกลับมาลดลงมาอยู่ที่ 3.5%

- Advertisement -

ขณะที่แม้ตัวเลขการจ้างงานจะเริ่มส่งสัญญาณชะลอลงโดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.ลดลงมาอยู่ที่ 2.63 แสนคน จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 3.15 แสนคน แต่ก็ยังคงถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ แม้ว่าจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ก่อนหน้า (16-22 ต.ค. 2565) จะปรับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.17 แสนคน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่ราวค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนวิกฤติโควิดซึ่งในช่วงนั้นตลาดแรงงานสหรัฐฯ ถือว่าแข็งแกร่งมาก

ทั้งนี้ ในการประชุมรอบนี้ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญคงเป็นการส่งสัญญาณของเฟดต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเฟดอาจมีการลดขนาดของการปรับขึ้นดอกเบี้ยลงในระยะข้างหน้าท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานเป็นหลัก โดยหากเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนแรงลง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง ความจำเป็นที่เฟดต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึงร้อยละ 0.75 คงมีลดลง ส่งผลให้เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอลงที่ครั้งละร้อยละ 0.25-0.50 ในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนธ.ค. ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า

ซึ่งจาก CME FedWatch Tool ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจะแตะระดับสูงที่ราว 4.75-5.00 % ในไตรมาส 1/2565 และเฟดมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับนั้นอย่างต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า โดยหากเงินเฟ้อยังคงไม่ลดลงอย่างชัดเจน เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายยาวนานกว่าที่คาด แต่หากเงินเฟ้อปรับลดลงมาอย่างชัดเจนพร้อมกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผชิญภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ เฟดอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในปีหน้ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า ขณะที่ในภาพรวม เศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะแทบไม่ขยายตัวจากปีนี้ หรืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ราว 0% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่คาดว่าจะไม่ปรับลดลงอย่างรวดเร็วในปีหน้า ขณะที่คงจะเห็นผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวของเฟดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้นในปีหน้า

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News